My Playlist#1 (07/02/2010-13/02/2010)

posted on 15 Feb 2010 22:46 by liliumination  in Playlists

1. The Smashing Pumpkins - Adore (1998)

อัลบั้มที่แสดงออกอย่างชัดเจนถึงความเบื่อหน่ายต่อความเป็นวงร๊อคขวัญใจมหาชนในขณะนั้นของ Billy Corgan ดังจะเห็นได้จากเสียงกีตาร์แตกสนั่นสุดมันส์ที่ถูกถอดออกไปจนเกือบหมด และถูกแทนที่ด้วยซาวนด์เน้นบรรยากาศและอีเลกทรอนิกส์ที่สร้างอารมณ์เคร่งเครียด หดหู่ กดดัน อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในงานของพวกเขา

2. Blur - 13 (1999)

ผลงาน ณ จุดที่ความเป็นอาร์ตตัวพ่อของ Damon Albarn แตกพล่านออกมาแบบเกินจะควบคุม มันเป็นอัลบั้มแห่งความสับสนที่เป็นการผสมปนเปแบบที่ไม่น่าจะเข้ากันได้ของดนตรีป๊อป ร๊อค โซล ชูเกส ไซคีเดลิก พังค์ ทริปฮอป หรือแม้กระทั่งแอมเบียนท์ แต่ด้วยความชาญฉลาดของพวกเขาทำให้งานชุดนี้เป็นการผจญภัยทางเสียงอันน่าอัศจรรย์มากกว่าความสับสนที่น่าเบื่อหน่าย

3. Yonderboi - Splendid Isolation (2005)

นักประพันธ์สายอีเลกทรอนิกส์ฝีมือดีชาวฮังการีที่หลอมรวมดนตรีอีเลกโทรจังหวะเนิบนาบแบบดาวน์เทมโปเข้ากับเสียงเครื่องสายอันหรูหรา ซาวนด์แซมเปิ้ลเก๋ๆ และเมโลดี้ไพเราะที่แฝงความหม่นไว้ได้อย่างมีชั้นเชิง หลายๆเพลงในอัลบั้มนี้ยังถูกนำไปประกอบเกม PC หลายๆตัวอาทิเช่น Need for Speed, FIFA, Tiger Wood's PGA Tour etc. อีกด้วย

4. Brazzaville - 21st century Girl (2008)

อคูสติกป๊อปหล่อเหลาส่งตรงจากแคลิฟอร์เนียที่ผสานกลิ่นอายบอสซาโนว่าชวนส่ายสะโพกเล็กๆได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ เมื่อมาเจอะกับเสียงไวโอลินหวานหยดย้อย เสียงเครื่องเคราะกระจุ๋มกระจื๋มและเสียงของนักร้องชายอันนุ่มลึก มันก็เป็นอัลบั้มประจำเกาะสวาทหาดสวรรค์ดีๆนี่เอง

5. Pat Metheny - Secret Story (1992)

โปรเจคต์พิเศษของยอดมือกีตาร์แจ๊สผู้น่ารักที่ออกแนวสมูธแจ๊สหรือนิวเอจเพราะๆมากกว่าฟิวชั่นแจ๊สอย่างที่เขาถนัด โดยไม่ลืมที่จะเอาอิทธิพลหลากหลายทั้งคลาสสิคัล โฟล์ค และเวิลด์มิวสิคมาผสมผสานอย่างละเมียดละไมเพื่อเพิ่มมิติให้กับตัวอัลบั้ม มีเซอร์ไพรส์เล็กน้อยที่เพลงเปิดหัวอัลบั้มที่เราจะได้ยินเสียงเพลงพื้นบ้านของไทยเราแทรกอยู่อย่างชัดเจนสลับไปกับเสียงเกากีตาร์อันเพราะพริ้งของน้าแพท

6. Choir of Young Believers -This is for the White in Your Eyes (2008)

กลุ่มศิลปินอินดี้รุ่นใหม่ฝีมือดีจากประเทศเดนมาร์ก นำเสนอเพลงป๊อปเสนาะหูที่โอบอุ้มด้วยเครื่องสายแบบแชมเบอร์มิวสิคสร้างความอบอุ่นเคล้ารอยน้ำตาให้กับบทเพลง เจือด้วยอารมณ์นุ่มละมุนแบบโฟล์คและเมโลดี้สไตล์หวานอมขม ทำให้งานชุดนี้ฟังแล้วติดใจเนิ่นนานและไม่มีทีท่าว่าจะหยุดฟังมันได้เสียที

7. Belle & Sebastian - Tigermilk (1996)

อัลบั้มเปิดตัวของสกอตติชป๊อประดับตำนานที่นักฟังเพลงอินดี้สากลแทบทุกคนคงจะรู้จักกันเป็นอย่างดี กับดนตรีอินดี้โฟล์คง่ายๆที่กรุ่นไปด้วยเสียงเครื่องสายพริ้งพรายและท่วงทำนองไพเราะจับใจที่ทำให้หลายต่อหลายคนต้องตกหลุมรักกันจนโงหัวไม่ขึ้นมาแล้ว ยิ่งในชุดแรกนี้ฝีไม้ลายมือในการแต่งเพลงของพวกเขายังสดใหม่มาก อัลบั้มนี้จึงกลายเป็นผลงานขึ้นหิ้งไปแล้วในวงการอินดี้ป๊อป

8. Mitsuyoshi Matsuda - Tomodachitachi (Demo) (2009)

ผลงานแอมเบียนท์/อคูสติกน่ารักๆที่เน้นเครื่องดนตรีจริงมากกว่าใช้โปรแกรม แค่นั่งเกากีตาร์โปร่งง่ายๆ คลอไปกับเสียง Glockenspiel กรุ๋งกริ๋ง และซาวนด์แอมเบียนท์บางเบา อัดเสียงแบบง่ายๆ แทรกด้วยเสียงธรรมชาติอย่างเสียงนกร้องเป็นระยะๆ เท่านี้ก็ช่วยเพิ่มบรรยากาศให้ช่วงเวลาเช้าตรู่หรือยามบ่ายวันอาทิตย์อันเรื่อยเปื่อยของคุณน่าสุขสบายมากขึ้นเท่าไรแล้ว

9. Arrowwood / Novemthree - Split (2007)

สปลิทอัลบั้มของสองศิลปิืนที่แม้จะต่างเพศ แต่ก็มีความสนใจในการทำดนตรีที่ได้อิทธิพลมาจากธรรมชาติในป่าเขาเหมือนกัน Arrowwood คือโปรเจคต์ของศิลปินสาว Chelsea Robb ที่มากับดนตรีนีโอโฟล์คที่โดนเด่นด้วยเครื่องผิวและเสียงร้องอันล่องลอยปนหลอกหลอนราวกับเป็นเพลงของนางไม้ยังไงยังงั้น การบันทึกเสียงแบบโลไฟทำให้ได้อารมณ์ดิบมาก ส่วน Novemthree คือชายหนุ่มจากตะวันตกเฉียงเหนือที่ทำดนตรีนีโอโฟล์คเช่นเดียวกัน แต่จะเน้นริธึ่มกลองและบรรยากาศหมองเศร้ามากกว่าเล็กน้อย รวมถึงเมโลดี้ที่ชัดเจนกว่าด้วย จริงๆแล้วการฟังสปลิทอัลบั้มชุดนี้ ก็เหมือนการได้ย้อนกลับไปสัมผัสกับความเป็นธรรมชาติที่แท้จริงโดยเพียงแค่เงี่ยหูฟังให้ดี หลับตา และปล่อยใจไปกับบทเพลงเท่านั้น

10. Immolation - Majesty and Decay (2010)

เวลากว่ายี่สิบปีในวงการเดธเมทัล Ross Dolan และพรรคพวกไม่เคยแสดงให้เห็นถึงการอ่อนข้อต่อกระแสแฟชั่นใดๆทั้งสิ้น ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปเท่าไร พวกเขาก็ยังเดินหน้าเล่นดนตรีเดธเมทัลพันธุ์แท้ที่หนักโหดทะลักหัวใจ ผสานด้วยริธึ่มและลูกเทคนิคัลอันซับซ้อนแบบพออร่อย และซาวนด์มืดหม่นกดดัน เป็นเอกลักษณ์อันหอมหวลชวนลิ้มให้แก่สาวกเดนตายตลอดมา และในการกลับมาครั้งนี้ ด้วยซาวนด์ที่ละเอียดคมชัดกว่าเดิม ทำให้การทำลายล้างนั้นฟังดูรุนแรงและได้อรรถรสกว่าที่เคยเป็นมาหลายเท่านัก

edit @ 16 Feb 2010 01:01:45 by Liliumination

edit @ 16 Feb 2010 01:04:57 by Liliumination

จริงๆแล้วอัลบั้มนี้เป็นอัลบั้มค้างปีมาจากปีที่แล้วแต่ผมเพิ่งมีโอกาส ได้ฟังเมื่อไม่นานมานี้เอง และก็คิดว่าต้องเอามาเขียนถึงสักหน่อยเพราะในระยะหลังมานี้นอกจากพวกโอตาคุเมทัลแล้วก็ไม่ค่อยมีอัลบั้มเพาเวอร์เมทัลดีๆจากแดนอาทิตย์อุทัยมาออกให้ฟังกันสักเท่าไรเลย ซึ่ง Liv Moon เป็นวงแนวกอธิค/เพาเวอร์เมทัลที่นำโดย Akane Okamoto (หรือ Akane Liv) นักร้องนำสาวลูกครึ่งที่มีดีกรีเป็นถึงนักแสดงทาคาระซึกะ (ละครเวทีโบราณของญี่ปุ่นที่ใช้นักแสดงเป็นหญิงล้วน ซึ่งไม่ได้เป็นได้กันง่ายๆ) และยังได้เป็น Singer of the Year ในการประกวดร้องเพลงที่ Beckenham Festival ประเทศอังกฤษอีกด้วย (เธอไปเรียนร้องเพลงอยู่ที่นั่น) โดยทางวงเพิ่งรวมตัวกันในปี 2009 ได้เล่นโชว์ครั้งแรกในงาน Loud Park '09 และออกอัลบั้มเต็มชุดแรกนี้ในช่วงปลายปีนั้นเลย เรียกว่าทำงานกันเร็วกว่านรกจริงๆครับ

เปิดอัลบั้มด้วยเสียงคีย์บอรืด เลียนเสียงฮาร์ปสิคอร์ดอันคุ้นหูใน HISUI~Nephrite ก่อนจะตัดเข้าตัวเพลงจริงๆที่เป้นเฮฟวี่/เพาเวอร์แน่นๆ จังหวะชวนโยก ช่วงท่อนฮุคมีเพิ่มอารมณ์ด้วยการเร่งความเร็วของเพลงขึ้นไปอีก เสียงร้องของอากาเนะเวลาขึ้นสูงจะฟังดูข้างแหลมแปลกหูตามสไตล์การร้องในละครทาคาระซึกะอย่างที่เธอถนัด ซึ่งตรงจุดนี้ก็นานาจิตตัง ถ้าใครรับไมได้ก็จะไม่ชอบไปเลย แต่สำหรับผมแล้วผมชอบครับ ตามมาด้วย Getsuka เพลงจังหวะมิดเทมโปที่อัดเพาเวอร์คอร์ดโคตรแน่น ฟังแล้วได้กลิ่น Krypteria ลอยมาเลย ช่วงกลางเพลงเปิดโอกาสให้ Akitoshi มือกีตาร์ได้ปั่นกระจายเต็มที่ ทางด้านไตเติ้ลแทร๊คนี่กะขายเต็มที่เลยครับ เป็นเมโลดิคเมทัลจังหวะมิดเทมโปฟังง่าย เมโลดี้เปียโนไพเราะ ท่อนฮุคก็ติดหูโคตรๆ อารมณ์เดียวกับ Nemo ของ Nightwish เลยครับ เท่านั้นยังไม่พอ เพลงถัดมาพวกเขายังคัฟเวอร์ Phantom of the Opera ด้วยอีกต่างหาก แต่กลับออกมาฟังดูยืดยาด ไม่ได้ครึ่งของตอนที่ Nightwish คัฟเวอร์ไว้เลย คั่นเวลาด้วย Interlude สั้นๆความยาวไม่ถึงนาทีที่นำไปสู่ช่วงเบรคดาวน์ของอัลบั้มที่นำโดย A Wish เปียโนบัลลาดไพเราะขาดใจที่อากาเนะได้โชว์พลังเสียงโซปราโน่ของเธอได้อย่างเต็มอารมณ์ แต่ท่อนโซโล่กลับตัดอารมณ์ด้วยเพาเวอร์เมทัลหนักๆซะงั้น เช่นเดียวกับ Oto Nakisakebi อันสุดชอกช้ำที่เน้นอารมณ์ช่วงท่อนฮุคด้วยจังหวะหนักแน่นแบบเพาเวอร์บัลลาด ชั้นดี ตามมาด้วย Azayaka ni・・・อีกหนึ่งเพลงช้าที่ฉีกอารมณ์ไปเป็นบัลลาดสไตล์เจร๊อคตลาดทั่วไป แต่กลับฟังไพเราะติดหูแบบสุดจะบรรยายจนแทบจะเป็นเพลงที่ผมชอบที่สุดในอัลบั้มไปเลย (ฟังแล้วนึกถึงเพลงช้าของ High and Mighty Color ชุดแรกๆเหมือนกัน) คั่นเวลาอีกทีด้วย Interlude ที่เป็นเสียงลีดกีตาร์สวยๆคลอไปกับคีย์บอร์ดที่พาเราไปสู่สองเพลงที่หนักและโหดที่สุดในอัลบั้มอย่าง Wild Creatures และ Escape ทีี่ครบเครื่องทั้งริฟฟ์หนักอึ้ง พายุกระเดื่องคู่ ซาวนด์คีย์บอร์ดสไตล์ซิมโฟนิคมืดหม่นปนอลังการ ซาวนด์สังเคราะห์กระป๋อง และโซโล่กีตาร์อันเฉียบขาด และแน่นอนว่าท่อนฮุคยังคงติดหูมากเช่นเคย ก่อนจะมาถึงสองเพลงสุดท้ายที่ทำมาเพื่อล้างหูโดยเฉพาะอย่าง Time to Say Goodbye (Con te Partiro) เพลงคัฟเวอร์อภิมหาคลาสสิคของนักร้องเสียงเทเนอร์ตาบอด Andrea Brocelli (ถ้านึกไม่ออกก็ให้นึกถึงเพลงโฆษณาช๊อคโกแลตเฟอร์เรโรอ่ะครับ เพลงนั้นแหละ) ซึ่งทางวงเล่นออกมาได้ดีมาก เรียกว่าแทบจะถอดหัวใจมาร้องกันเลยทีเดียว และ Good Night เพลงปิดท้ายอัลบั้มก็เป็นซิมโฟนิคบัลลาดอารมณ์คริสต์มาสหน่อยๆ ฟังง่ายและไพเราะมากๆครับ ถ้าเอาเพลงนี้ไปประักอบการ์ตูนน่ารักๆของค่าย Ghibli ก็คงจะเข้ากันดีทีเดียว

โดยรวมแล้วน่าประทับใจทีเดียวนะครับ สำหรับวงที่เพิ่งรวมตัวกันได้แค่ปีเดียวและมีอัลบั้มเต็มออกมาได้คุณภาพขนาดนี้ จะติดนิดหน่อยก็แค่เสียงร้องสไตล์ละครเวทีโบราณที่อาจจะไม่ถูกหูใครบางคนเท่านั้นเอง (ซึ่งแน่นอนว่ามีอีกหลายคนที่หลงรักเสียงร้องแบบนี้เช่นกัน รวมทั้งผมด้วย) แต่เธอก็ไม่ได้ร้องแบบนี้ทุกเพลง ส่วนเรื่องฝีไม้ลายมือทางดนตรีนั้นสอบผ่านสบายๆครับ การบันทึกเสียงก็คมชัดหายห่วง ถือเป็นวงเอเชียอนาคตไกลที่น่าจับตามองที่สุดวงนึงในชั่วโมงนี้เลยล่ะครับ 





edit @ 14 Feb 2010 20:36:27 by Liliumination

edit @ 14 Feb 2010 20:38:04 by Liliumination

edit @ 14 Feb 2010 20:41:21 by Liliumination

ไม่น่าเชื่อนะครับว่าหนึ่งในหัวหอกวงเมโลดิกเดธแห่งแดนฟรีเซ็กส์จะอยู่ยงคงกระพันมากว่ายี่สิบปีแล้ว หลังจากปล่อยให้เพื่อนร่วมอุดมการณ์อย่าง In Flames หรือ Soilwork เปลี่ยนแปลงรูปแบบดนตรีของตัวเองเพื่อกอบโกยรายได้มากขึ้น แต่ Dark Tranquillity ไม่เคยทรยศแฟนเพลงเลยสักครั้งด้วยการทำผลงานเพลงระดับคุณภาพเป็นของขวัญให้แฟนเพลงได้ปลื้มอกปลื้มใจตลอดมา และการกลับมาครั้งนี้ของพวกเขาก็เหมือนเป็นการสัญญาว่าถึงสุดท้ายแล้วพวกเขาจะคว้าได้แต่ความว่างเปล่าแต่พวกเขาจะไม่มีวันทรยศต่อตัวเองและแฟนเพลงอย่างแน่นอน

มาพูดถึงโปรดักชั่นของชุดนี้ ต้องขอบอกก่อนเลยว่าผมค่อนข้างผิดหวังกับการออกแบบปกอัลบั้มของนิคลาส ซุนเดนที่ทำได้ไร้รสนิยมเหลือเกิน ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ทำได้ดีมาตลอด ก็พลอยให้พาลคิดไปว่างานเพลงอาจจะคุณภาพดรอปลงก็เป็นได้ เลยพยายามไม่คาดหวังอะไรกับมันมากเท่าไร จะได้ไม่รู้สึกผิดหวังมาก แต่แล้วก็คิดผิดถนัดครับ พอหลังจากที่ฟังไปสามสี่รอบแล้วก็รู้สึกว่างานชุดนี้มีดีพอตัวทีเดียว ถึงแม้ว่าจะช้าและเบากว่าชุดก่อนๆไปบ้าง แต่มันก็มีเสน่ห์อย่างอื่นเข้ามาทดแทนครับ ไล่ตั้งแต่เพลงแรก Shadow in Our Blood ที่ขึ้นด้วยจังหวะมิดเทมโปแน่นๆกับเสียงสังคราะห์เท่ๆ แต่พอเข้าตัวเพลงก็สับกันรวดเร็วเหมือนเคย โซโล่กีตาร์เด็ดดี ถึงแม้ตัวเพลงโดยรวมจะไม่เด่นมากนัก แต่ก็เป็นการต้อนรับแฟนเพลงด้วยซาวนด์เดิมๆที่คุ้นเคยกันดี ตามมาด้วย Dream Oblivion ที่จังหวะโคตรโจ๊ะผิดแผกจากงานก่อนๆของวง ริฟฟ์กีตาร์สวยๆและการเรียบเรียงทำได้ติดหูง่ายดี เหมาะจะตัดเป็นซิงเกิ้ลโปรโมตเป็นอย่างยิ่ง The Fatalist อีกหนึ่งเพลงมิดเทมโปแน่นๆที่ไลน์คีย์บอร์ดเพราะมาก ตัดกับเสียงสำรอกเข้มๆของ Mikael Stanne กับริฟฟ์กีตาร์สุดเฉียบได้เป็นอย่างดี ทางด้าน In My Absence ก้ยิ่งดึงจังหวะช้าลงไปอีก โดยยังมีสลับกับท่อนสับเร็วๆบาง แต่ท่อนฮุคนี่โคตรเพราะเลยครับ โดยเฉพาะไลน์คีย์บอร์ดที่เสริมอารมณ์ได้มากทีเดียว The Grandest Accusation เป็นเพลงหม่นๆที่มีจังหวะหลากหลายได้อารมณ์โปรเกรสสีฟ มีลีดกีตาร์สวยๆคลอไปกับเสียงคีย์บอร์ดให้ได้ฟังกันนานพอดู ส่วน At the Point of Ignition ก็เป็นเพลงจังหวะกลางๆที่ให้อารมณ์ไม่ต่างจากเพลงก่อนๆมากนัก สังเกตได้ว่าคราวนี้พวกเค้าไม่เน้นทำเพลงเร็วกันมาก แต่จะเน้นหนักไปที่บรรยากาศและเมโลดี้อันไพเราะมากกว่า โดยจะเห็นได้ชัดมากในแทร๊คต่อไป Her Silent Language ที่หยดย้อยไปหมดทั้งริฟฟ์กีตาร์และคีย์บอร์ดที่เล่นได้อย่างไพเราะล่องลอย Mikael Stanne ร้องเสียงคลีนสลับกับสำรอก น่าจะเป็นเพลงที่เพราะที่สุดในชุดนี้เลยครับ ทางด้าน Arkhangelsk ก็ยังคงเล่นกันหนืดๆเหมือนเดิม โดดเด่นที่ท่อนฮุคที่มีบรรยากาศหนาแน่นน่าสะพรึงกลัว ก่อนจะกลับมาเร็วกันจริงๆใน I am the Void ที่ทั้งสับทั้งบลาสต์กันสะใจไปเลย เช่นเดียวกับ Surface the Infinite ที่ครบเครื่องทั้งริธึ่มรวดเร็ว เมโลดิกริฟฟ์สวยงามตระการหู และบรรยากาศที่หมองหม่น ได้อารมณ์โกเตนเบิร์กซาวนด์พันธุ์แท้ดีจริงๆ ปิดท้ายด้วย Iridium เพลงช้าอารมณ์เศร้าหมองความยาวเฉียดเจ็ดนาทีที่ท่อนฮุคทำได้หนักแน่น อลังการ และติดหูแบบสุดจะบรรยาย ฟังแล้วขนลุกครับ ถือว่าเป็นการปิดอัลบั้มที่สมบูรณ์แบบและมีพลังมากๆ

หากคุณอ่านมาจนถึงตรงนี้คงจะคิดว่าเพลงมันช้าและซอฟต์ลงขนาดนั้นเลยเหรอ ซึ่งต้องยอมรับว่าเพลงส่วนใหญ่ดึงจังหวะลงช้ากว่าชุดก่อนๆจริงๆ แต่ไม่ใช่เป็นการทำเพลงให้ฟังง่ายขึ้นเพื่อเจาะตลาดแต่อย่างใด เพราะดนตรียังคงฟังดูซีเรียสจริงจังและความหนักแน่นแบบเมโลดิกเดธยังคงมีอยู่เต็มเปี่ยมครับ แบบว่าฟังยังไงก็ยังรู้ว่าเป็น Dark Tranquillity อยู่ดี (จริงๆชุด Projector กับ Haven ยังเบากว่านี้อีก) งานชุดนี้ฟังรอบแรกๆอาจไม่ค่อยติดใจเท่าไร แต่ถ้าฟังไปนานๆแล้วจะยิ่งซึมซับในบรรยากาศและความงดงามของมัน ซึ่งความประณีตใส่ใจทุกรายละเอียดยังคงเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของ Dark Tranquillity ตลอดมา และยังเด่นชัดมากๆในอัลบั้มนี้ครับ

edit @ 26 Jan 2010 15:00:01 by Liliumination

edit @ 26 Jan 2010 15:05:28 by Liliumination

edit @ 26 Jan 2010 15:06:42 by Liliumination

edit @ 26 Jan 2010 15:25:29 by Liliumination

edit @ 26 Jan 2010 17:36:25 by Liliumination