Spellbounded-by-Japan

Kalafina - Red Moon (2010)

posted on 26 Mar 2010 13:33 by liliumination  in Spellbounded-by-Japan

Kalafina คือโปรเจคต์พิเศษของคอมโพสเซอร์/โปรดิวเซอร์สาวมือทองอย่าง Yuki Kajiura ผู้ซึ่งโด่งดังจากการประพันธ์ออริจินัลซาวนด์แทร๊คให้กับอนิเมะชื่อดังหลายต่อหลายเรื่องเช่น Noir, .hack//SIGN , My-Hime, My-Otome, Pandoara Hearts และ Kara no Kyoukai เป็นต้น ซึ่งในตอนแรก Kalafina ก็เป็นโปรเจคต์ที่เธอเชิญชวน Keiko กับ Wakana นักร้องเสียงดีที่เคยร่วมงานกับเธอมาแล้วในโปรเจคต์เพลงร้อง FictionJunction กับ Maya และ Hikaru ที่ผ่านการออดิชั่นเข้ามาใหม่ (แต่หลังจากนั้นไม่นาน Maya ก็ออกจากวงไปในทำให้เหลือสมาชิกเพียงสามคน) มาทำเพลงร้องเพื่อเป็นเพลงปิดให้อนิเมะฟอร์มยักษ์อย่าง Kara no Kyoukai ทั้งเจ็ดตอนเท่านั้น แต่หลังจากนั้นเสียงตอบรับกลับแรงอย่างไม่น่าเชื่อ ทำให้เธอต้องทำเพลงเพิ่มและได้ออกอัลบั้มเต็มชุดแรกที่มีชื่อว่า Seventh Heaven มาเมื่อปีที่แล้ว และจากนั้น Kalafina ก็ออกซิงเกิ้ลเพลงประกอบอนิเมะเรื่องอื่นๆมาเป็นระยะๆ จนได้ฤกษ์ออกอัลบั้มที่สองซึ่งทิ้งช่วงจากอัลบั้มแรกเพียงปีเดียวเท่านั้น

สำหรับดนตรีของ Kalafina นั้นโดยรวมก็เป็นเจป๊อปที่มีเมโลดี้สวยงามติดหูง่าย แต่โดดเด่นที่การผสมผสานทั้งดนตรีร๊อค อีเลกทรอนิกส์ กอธิค และซาวนด์อลังการสไตล์ซิมโฟนิคเข้ามาได้อย่างลงตัวและเป็นเอกลักษณ์มากๆ (มีบางคนถึงกับเรียกว่าเป็น Kajiurian Sounds เลยด้วยซ้ำ) ส่วนเสียงร้องของนักร้องทั้งสามก็มีน้ำเสียงสูง กลาง ต่ำ แตกต่างกันออกไป แต่เมื่อมาร้องประสานหรือขับเคี่ยวกันแล้วกลับฟังออกมาไพเราะมีเสน่ห์ยากจะหาใครเปรียบจริงๆ  

อัลบั้มนี้เปิดตัวอย่างสุดสวยด้วย Red Moon ซิมโฟนิคบัลลาดที่ไพเราะอลังการสุดชีวิตตั้งแต่เริ่มต้นยันวินา่ทีสุดท้ายของบทเพลง โดยเฉพาะท่อนฮุคสองชั้นที่ฟังแล้วสั่นสะท้านเข้าไปถึงทรวงในเลยทีเดียว ด้านภาคดนตรีและเครื่องสายก็ทำได้หนักแน่นอลังการได้ฟีลเอพิคชะมัด เรียกว่างานนี้ปล่อยหมัดหนักตั้งแต่ต้น ไม่ต้องเสียเวลาบิลด์อารมณ์กันเลย ตามมาด้วย Hikari no Senritsu ที่ผ่อนอารมณ์ลงมาเป็นเพลงท่วงทำนองน่ารักๆ ให้ความรู้สึกผ่อนคลายพอสมควร กับบรรยากาศเพลงสวยๆที่ชวนให้นึกถึงยุโรปยุคกลาง แต่เมโลดี้ร้องโดยรวมก็ยังแฝงเร้นไว้ด้วยความเศร้าอยู่ดี เพลงนี้มีไฮไลท์ตรงท่อนโซโล่ฟลุ้ทที่เพราะมาก ทางด้าน Te to Te to Me to Me เสียงซิตาร์กับทาบลาลอยมาแต่ไกล ตามมาด้วยเสียงเครื่องสายที่ให้ฟีลอาหรับแบบเต็มเหยียด บนริธึ่มฉึกฉักชวนโยกย้ายส่ายสะโพก ถือว่าเป็นเพลงที่ค่อนข้างแหวกแนวพอสมควรสำหรับ Kalafina แต่โดยบรรยากาศแล้วก็ยังเข้าเป็นเนื้อเดียวกับเพลงอื่นๆในอัลบั้มได้ดี ต่อด้วย Fantasia ยูโรทรานซ์หม่นมืดแบบที่ Yuki Kajiura ถนัด เมโลดี้เพลงนี้ยังคงได้ฟัลอาหรับเหมือนพยายามให้ต่อเนื่องจากเพลงที่แล้ว ถึงแม้เพลงนี้จะมีจังหวะแบบเพลงแดนซ์ แต่กลับฟังแล้วรู้สึกซีเรียสจริงจังเอาการทีเดียว ผ่อนเครื่องด้วย Haru wa Ougon no Yume no Naka เปียโนบัลลาดเศร้าบาดหัวใจเคล้าเสียงเครื่องสายที่เปิดโอกา่สให้เสียงร้องได้โชว์อย่างเต็มที่ เป็นอีกเพลงที่ไพเราะแบบกะฆ่ากันให้ตายไปข้างเลย Kyrie กลับมาเป็นทรานซ์อีกครั้ง แต่ก็ยังอัดฟีลลิ่งมืดดำเข้าไปแบบเต็มสตรีมเช่นเคย เรียกว่าไม่เปิดโอกาสให้โยกย้ายส่ายลีลาเลยแม้แต่วินาทีเดียวจริงๆ ก่อนจะตามมาด้วย Yami no Uta กับ Hashi no Utai สองเพลงที่เหมือนตั้งใจเอามาวางต่อกันเลย เน้นจังหวะจะโคนแน่นหนาอึกทึกกับเสียงเครื่องสายสไตล์กอธิคมากเป็นพิเศษ แถมไม่ค่อยมีท่อนฮุคสวยๆไว่ปลดปล่อยอารมณ์ ทำให้ช่วงนี้ของอัลบั้มกลายเป็นช่วงที่ซีเรียสกดดันอยู่พอสมควร Storia เป็นอีกเพลงที่ทั้งท่วงทำนองและเมโลดี้ให้บรรยากาศงดงามแบบยุโรปยุคกลาง ค่อนข้างฟังง่าย เหมือนเอาไว้ผ่อนคลายหลังจากที่เจอของเครียดมาหลายเพลงติดต่อกัน คั่นเวลาด้วย Intermezzo อินเทอร์ลูดสั้นๆที่ไม่ได้สักแต่ยัดมาเฉยๆ เพราะมันประกอบไปด้วยท่อนร้องที่ไพเราะมากๆ ซึ่งนำไปสู่ Progressive เพลงทรานซ์ที่เร็วที่สุดในอัลบั้ม ในตอนแรกที่ผู้เขียนฟังเพลงนี้ครั้งแรกตอนตัดมาเป็นซิงเกิ้ลเดี่ยวๆก็รู้สึกแปลกๆเพราะว่ามันค่อนข้างอีเลกโทรจ๋าและให้อารมณ์ผิดแผกไปจากบทเพลงก่อนๆของวงอยู่พอสมควร แต่เมื่อมาเข้ากับบริบทของอัลบั้ม Red Moon แล้วมันกลับฟังดูซีัเรียสจริงจังมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าจนกลายเป็นเพลงเด็ดอีกเพลงที่ไม่สามารถกดข้ามได้เลยเมื่อฟังแบบเต็มอัลบั้ม ทางด้าน Lacrimosa น่้าจะเป็นซิงเกิ้ลที่โด่งดังที่สุดในอัลบั้มนี้ ก็ไม่แปลกใจเลยเพราะมันเป็นบัลลาดชั้นเยี่ยมที่ครบเครื่องด้วยเสียงดนตรีอันเข้มข้นและเมโลดี้ร้องติดหูอย่างร้ายกาจ ปิดท้ายอัลบั้มด้วย I Have a Dream บทเพลงที่ทั้งเรียบง่ายและสดใสกว่าเพลงอื่นทั้งหมดในอัลบั้ม เหมือนเป็นแสงสว่างสุดปลายอุโมงค์ที่คอยสร้างกำลังใจและความรู้สึกดีๆให้เราอยากย้อนกลับมาฟังอัลบั้มชุดนี้อีกเป็นร้อยพันครั้ง

คำว่าสมบูรณ์แบบอาจยังน้อยเกินไปสำหรับอัลบั้มชุดนี้ครับ เพราะจากอัลบั้มแรกที่ว่าเพราะว่าดีแล้ว มันยังสู้อัลบั้มชุดนี้ไม่ได้เลยในแง่ของความประณีตละเอียดละออในการสร้างสรรค์ดนตรีที่ทั้งเข้มข้น หนักแน่น และสวยงามกินใจในเวลาเดียวกัน รวมถึงความเข้มแข็งเป็นเอกภาพของตัวอัลบั้มด้วย และจากทุกเสี้ยววินาทีในอัลบั้มนี้มันทำให้ผมเชื่อเหลือเกินว่าทั้ง Yuki Kajiura และนักร้องสาวทั้งสามได้จูงมือกันก้าวผ่านกำแพงของความเป็นคอมเมอร์เชียลป๊อปมิวสิคได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว ก็หวังว่าพวกเขาจะงานได้มาตรฐานเช่นนี้ (หรือสูงกว่า) ในผลงานต่อๆไป เพื่อสร้างความประทับใจให้กับผู้ฟังแบบไม่รู้ลืมเช่นนี้อีกนะครับ

 

จริงๆแล้วอัลบั้มนี้เป็นอัลบั้มค้างปีมาจากปีที่แล้วแต่ผมเพิ่งมีโอกาส ได้ฟังเมื่อไม่นานมานี้เอง และก็คิดว่าต้องเอามาเขียนถึงสักหน่อยเพราะในระยะหลังมานี้นอกจากพวกโอตาคุเมทัลแล้วก็ไม่ค่อยมีอัลบั้มเพาเวอร์เมทัลดีๆจากแดนอาทิตย์อุทัยมาออกให้ฟังกันสักเท่าไรเลย ซึ่ง Liv Moon เป็นวงแนวกอธิค/เพาเวอร์เมทัลที่นำโดย Akane Okamoto (หรือ Akane Liv) นักร้องนำสาวลูกครึ่งที่มีดีกรีเป็นถึงนักแสดงทาคาระซึกะ (ละครเวทีโบราณของญี่ปุ่นที่ใช้นักแสดงเป็นหญิงล้วน ซึ่งไม่ได้เป็นได้กันง่ายๆ) และยังได้เป็น Singer of the Year ในการประกวดร้องเพลงที่ Beckenham Festival ประเทศอังกฤษอีกด้วย (เธอไปเรียนร้องเพลงอยู่ที่นั่น) โดยทางวงเพิ่งรวมตัวกันในปี 2009 ได้เล่นโชว์ครั้งแรกในงาน Loud Park '09 และออกอัลบั้มเต็มชุดแรกนี้ในช่วงปลายปีนั้นเลย เรียกว่าทำงานกันเร็วกว่านรกจริงๆครับ

เปิดอัลบั้มด้วยเสียงคีย์บอรืด เลียนเสียงฮาร์ปสิคอร์ดอันคุ้นหูใน HISUI~Nephrite ก่อนจะตัดเข้าตัวเพลงจริงๆที่เป้นเฮฟวี่/เพาเวอร์แน่นๆ จังหวะชวนโยก ช่วงท่อนฮุคมีเพิ่มอารมณ์ด้วยการเร่งความเร็วของเพลงขึ้นไปอีก เสียงร้องของอากาเนะเวลาขึ้นสูงจะฟังดูข้างแหลมแปลกหูตามสไตล์การร้องในละครทาคาระซึกะอย่างที่เธอถนัด ซึ่งตรงจุดนี้ก็นานาจิตตัง ถ้าใครรับไมได้ก็จะไม่ชอบไปเลย แต่สำหรับผมแล้วผมชอบครับ ตามมาด้วย Getsuka เพลงจังหวะมิดเทมโปที่อัดเพาเวอร์คอร์ดโคตรแน่น ฟังแล้วได้กลิ่น Krypteria ลอยมาเลย ช่วงกลางเพลงเปิดโอกาสให้ Akitoshi มือกีตาร์ได้ปั่นกระจายเต็มที่ ทางด้านไตเติ้ลแทร๊คนี่กะขายเต็มที่เลยครับ เป็นเมโลดิคเมทัลจังหวะมิดเทมโปฟังง่าย เมโลดี้เปียโนไพเราะ ท่อนฮุคก็ติดหูโคตรๆ อารมณ์เดียวกับ Nemo ของ Nightwish เลยครับ เท่านั้นยังไม่พอ เพลงถัดมาพวกเขายังคัฟเวอร์ Phantom of the Opera ด้วยอีกต่างหาก แต่กลับออกมาฟังดูยืดยาด ไม่ได้ครึ่งของตอนที่ Nightwish คัฟเวอร์ไว้เลย คั่นเวลาด้วย Interlude สั้นๆความยาวไม่ถึงนาทีที่นำไปสู่ช่วงเบรคดาวน์ของอัลบั้มที่นำโดย A Wish เปียโนบัลลาดไพเราะขาดใจที่อากาเนะได้โชว์พลังเสียงโซปราโน่ของเธอได้อย่างเต็มอารมณ์ แต่ท่อนโซโล่กลับตัดอารมณ์ด้วยเพาเวอร์เมทัลหนักๆซะงั้น เช่นเดียวกับ Oto Nakisakebi อันสุดชอกช้ำที่เน้นอารมณ์ช่วงท่อนฮุคด้วยจังหวะหนักแน่นแบบเพาเวอร์บัลลาด ชั้นดี ตามมาด้วย Azayaka ni・・・อีกหนึ่งเพลงช้าที่ฉีกอารมณ์ไปเป็นบัลลาดสไตล์เจร๊อคตลาดทั่วไป แต่กลับฟังไพเราะติดหูแบบสุดจะบรรยายจนแทบจะเป็นเพลงที่ผมชอบที่สุดในอัลบั้มไปเลย (ฟังแล้วนึกถึงเพลงช้าของ High and Mighty Color ชุดแรกๆเหมือนกัน) คั่นเวลาอีกทีด้วย Interlude ที่เป็นเสียงลีดกีตาร์สวยๆคลอไปกับคีย์บอร์ดที่พาเราไปสู่สองเพลงที่หนักและโหดที่สุดในอัลบั้มอย่าง Wild Creatures และ Escape ทีี่ครบเครื่องทั้งริฟฟ์หนักอึ้ง พายุกระเดื่องคู่ ซาวนด์คีย์บอร์ดสไตล์ซิมโฟนิคมืดหม่นปนอลังการ ซาวนด์สังเคราะห์กระป๋อง และโซโล่กีตาร์อันเฉียบขาด และแน่นอนว่าท่อนฮุคยังคงติดหูมากเช่นเคย ก่อนจะมาถึงสองเพลงสุดท้ายที่ทำมาเพื่อล้างหูโดยเฉพาะอย่าง Time to Say Goodbye (Con te Partiro) เพลงคัฟเวอร์อภิมหาคลาสสิคของนักร้องเสียงเทเนอร์ตาบอด Andrea Brocelli (ถ้านึกไม่ออกก็ให้นึกถึงเพลงโฆษณาช๊อคโกแลตเฟอร์เรโรอ่ะครับ เพลงนั้นแหละ) ซึ่งทางวงเล่นออกมาได้ดีมาก เรียกว่าแทบจะถอดหัวใจมาร้องกันเลยทีเดียว และ Good Night เพลงปิดท้ายอัลบั้มก็เป็นซิมโฟนิคบัลลาดอารมณ์คริสต์มาสหน่อยๆ ฟังง่ายและไพเราะมากๆครับ ถ้าเอาเพลงนี้ไปประักอบการ์ตูนน่ารักๆของค่าย Ghibli ก็คงจะเข้ากันดีทีเดียว

โดยรวมแล้วน่าประทับใจทีเดียวนะครับ สำหรับวงที่เพิ่งรวมตัวกันได้แค่ปีเดียวและมีอัลบั้มเต็มออกมาได้คุณภาพขนาดนี้ จะติดนิดหน่อยก็แค่เสียงร้องสไตล์ละครเวทีโบราณที่อาจจะไม่ถูกหูใครบางคนเท่านั้นเอง (ซึ่งแน่นอนว่ามีอีกหลายคนที่หลงรักเสียงร้องแบบนี้เช่นกัน รวมทั้งผมด้วย) แต่เธอก็ไม่ได้ร้องแบบนี้ทุกเพลง ส่วนเรื่องฝีไม้ลายมือทางดนตรีนั้นสอบผ่านสบายๆครับ การบันทึกเสียงก็คมชัดหายห่วง ถือเป็นวงเอเชียอนาคตไกลที่น่าจับตามองที่สุดวงนึงในชั่วโมงนี้เลยล่ะครับ 





edit @ 14 Feb 2010 20:36:27 by Liliumination

edit @ 14 Feb 2010 20:38:04 by Liliumination

edit @ 14 Feb 2010 20:41:21 by Liliumination

หากเอ่ยถึงดินแดนเหนือสุดของประเทศญี่ปุ่นอย่างฮอกไกโดแล้ว หลายคนคงจะนึกถึงอากาศที่หนาวเย็นจับใจ ธรรมชาติทิวทัศน์อันงดงามอันเป็นภาพที่ตราตรึงใจผู้ที่ได้ไปเยี่ยมชม นอกจากนี้แล้ว ที่นี่ยังเป็นแหล่งซ่องสุมของวงดนตรีอินดี้ฝีมือดีมากมาย รวมทั้งทีมทำเพลงเจป๊อปสายอีเลกทรอนิกส์ฝีมือดีอย่าง I've Sounds ด้วย แต่ในวันนี้ผมจะขอนำเสนอกลุ่มศิลปินอินดี้ที่เปรียบเสมือนไออุ่นละมุนละไมท่ามกลางบรรยากาศอันหนาวเหน็บจับใจในแถบฮอกไกโดแห่งนี้

"Sleepy.ab" ถูกก่อร่างขึ้นในปี 2002 โดยสี่หนุ่มจากเมืองเหนือสี่ที่มีความสนใจในดนตรีในแบบโพสต์ร๊อค (ชื่อ "ab" นั้นนำมาจากคำว่า Abstract ซึ่งเวลาอ่านจะไม่ออกเสียงนะครับ) พวกเขาได้ให้นิยามความหมายดนตรีของพวกเขาว่า "ดนตรีที่มีเมโลดี้พริ้วใหวใสสะอาด ล่องลอยเนิบช้าอย่างไร้จุดหมาย" โดยใช้แรงบันดาลใจจากอารมณ์อันอ่อนใหวของวัยรุ่นบวกกับความประทับใจในภูมิทัศน์/ภูมิอากาศอันงดงามเป็นเอกลักษณ์ของเกาะฮอกไกโด สรรสร้างดนตรีที่ประณีตอ่อนช้อยน่าประทับใจ ไลน์อัพของวงประกอบไปด้วย Tsuyoshi Nariyama (ร้องนำ/กีตาร์), Kensuke Yamauchi (กีตาร์), Hideyuki Tanaka (เบส) และ Hideki Tsuha (กลอง) ซึ่งยังไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งใดๆมาจวบจนทุกวันนี้

หลังจากที่รวมตัวกันเพียงไม่กี่เดือน พวกเขาก็ทุ่มเวลาทั้งหมดในการทำอัลบั้มจนกระทั่งมีอัลบั้มเต็มชุดแรกที่มีชื่อว่า "Face the Music" ออกวางจำหน่ายโดยสังกัด Chameleon ในปีนั้นเลย ดนตรีในชุดนี้เป็นร๊อคสวยๆที่มีกลิ่นอายโพสต์ร๊อคประกอบอยู่มาก มีแทร๊คเด่นคือ Scene บัลลาดร๊อคหม่นเศร้าที่ Tsuyoshi เค้นเสียงร้องโหยหวนสไตล์ Thom Yorke แห่งวง Radiohead คลอไปกับเสียงเครื่องสายได้อย่างเจ็บปวด น่าเสียดายที่ซาวนด์ในชุดนี้ไม่ค่อยสู้ดีเท่าไรทำให้ฟังแล้วรู้สึกน่ารำคาญ ก่อนที่ในอีกสองปีถัดมา อัลบั้ม "Traveling Fair" ก็วางแผง ซึ่งเพลงต่างๆในชุดนี้ก็ยังคงมาในรูปแบบเดียวกับชุดที่แล้ว การบันทึกเสียงทำได้ดีขึ้น มีเพลงเด่นคือ Inside, 夢の花 (Flower of Dream) และไตเติ้ลแทร๊ค แต่ก็ยังมีเพลงจำพวกเศษเพลงแทรกเข้ามาอยู่เป็นระยะทำให้ฟังดูไม่เป็นเอกภาพและค่อนข้างน่าเบื่อในหลายๆช่วง

Face the Music (2002)  

หลังจากใช้เวลาสองปีในการออกแสดงเก็บเกี่ยวชื่อเสียงและประสบการณ์ให้พอกพูนมากยิ่งขึ้น ทางวงก็กลับมาอีกครั้งกับอัลบั้ม "Palette" ที่เป็นการแสดงให้เห็นว่าพวกเขามีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นและสามารถหาเสียงในแบบของพวกเขาเองเจอสักที และด้วยซาวนด์ที่หนักแน่นและคมกริบกว่าที่เคย พวกเขาสุมหัวเค้นไอเดียสรรสร้างดนตรีอาร์ตร๊อคอันประณีตตั้งแต่หัวจรดท้าโดยที่ไม่ต้องอิงอิทธิพลโพสต์ร๊อคมากมายอย่างเมื่อก่อนอีกต่อไป ไล่ตั้งแต่ป๊อปร๊อคหวานนุ่มกึ่งเร้กเก้อย่าง 四季ウタカタ (Bubble Seasons), บัลลาดอบอุ่นเจืออารมณ์เศร้าที่เพราะขาดใจอย่าง Melody, โปรเกรสสีฟร๊อคเข้มๆบรรยากาศมืดหม่นอย่าง Mass Gymnastic Display, บัลลาดซาวนด์น่ารักแต่ให้อารมณ์ขื่นขมสุดๆอย่าง White หรือเพลงบรรเลงแบบแอมเบียนท์/อคูสติกปิดท้ายอัลบั้มอย่าง Hologram ก็ไพเราะอ่อนใหวจนใจแทบละลายไปเลย อาจกล่าวได้ว่า Palette คืออัลบั้มที่ทำให้พวกเขาได้รับการยอมรับในวงกว้างอย่างแท้จริง 

 

ในระหว่างนั้นไลฟ์อัลบั้มชุดแรก sleepy.ab LIVE@Sapporo Artpark ก็รีลีสออกมาโดยขายแบบจำนวนจำกัด มันประกอบไปด้วยเพลงแสดงสดในรูปแบบอคูสติกจำนวนหกเพลง ซึ่งทุกเพลงเป็นเพลงช้าที่ล้วนแต่ไพเราะจับใจทั้งนั้น ฟังแล้วรู้สึกได้เลยว่าเพลงของพวกเขาเหมาะแก่การนำมาเล่นในสไตล์อคูสติกมากๆ

หลังจากอัลบั้มที่แล้วเพียงปีเดียว พวกเขาทั้งสี่ก็ได้ฤกษ์ออกผลงานใหม่กันอีกครั้ง โดยงานชุดนี้พวกเขาตั้งชื่อว่า "Fantasia" ซึ่งอัลบั้มชุดนี้พวกเขาได้ปรับทั้งซาวนด์และรูปแบบดนตรีให้อ่อนช้อยและละมุนละไมมากขึ้นไปอีก โดยหันมาเล่นกับเสียงเครื่องสายและซาวนด์อคูสติกมากขึ้น ซึ่งผลลัพท์ก้คือผลงานที่ฟังไพเราะเนียนหูทั้งอัลบั้ม ไม่ว่าจะเป็นเพลงซิงเกิ้ลอย่าง メリーゴーランド (Merry-Go-Round) บริทป๊อปจังหวะปานกลางเจือกลิ่นอคูสติก เสริมด้วยเสียงออร์แกน ฟังแล้วไพเราะอบอุ่นมากๆ, アーケイディア (Arcadia) อคูสติกบัลลาดสุดช้ำที่ฟังแล้วเจ็บปวดไม่แพ้ Exit Music (for a Film) ของ Radiohead เลยทีเดียว), 賛歌 (Hymn) และ 写真 (Picture) สองเพลงช้าที่เสียงร้องคลอไปกับอคูสติกกีตาร์และเครื่องสายที่เรียบเรียงมาอย่างประณีต, ループ (Loop) พร๊อกร๊อคหม่นหมองจังหวะแปลกหู หรือจะเป็น ユキムシ (Yukimushi) เพลงบรรเลงปิดอัลบั้มที่เล่นกับเสียงเครื่องเคาะได้น่ารักมากๆ เรียกว่าอัลบั้มชุดนี้ถือเป็นงานระดับ Masterpiece ของพวกเขาอย่างแท้จริง โดยหลังจากนั้นพวกเขาได้ออกอัลบั้มรวมเพลง "Archive" ที่เป็นการรวบรวมเพลงเพราะๆจากสองอัลบั้มล่าสุด และมีการนำเพลงดีๆจากสองอัลบั้้มแรกมาบันทึกเสียงใหม่ให้น่าฟังขึ้นด้วย ซึ่งก็เหมาะดีสำหรับใครที่คิดจะเริ่มต้นฟังวงนี้ครับ

 

ในช่วงต้นปี 2009 ที่ผ่านมานี้ พวกเขาได้ปล่อยเพลง Aquarium ออกมาเป็นซีดีซิลเกิ้ลชุดแรกของวง ซึ่งเพลงนี้ก็ยังเป็นอาร์ตร๊อคผนวกกีตาร์ใสๆที่เราคาดหวังได้จากงานของพวกเขา เป็นเสมือนการสัญญาว่าพวกเขาจะยังคงจงรักภักดีกับแฟนเพลง เล่นดนตรีที่สวยงามในแบบของพวกเขาเองต่อไปไม่มีเปลี่ยนแปลง และคำสัญญานั้นก็เป็นจริงเมื่อพวกเขารีลีสอัลบั้มชุดล่าสุด "Paratroop" และมันก็ยังคงครองใจแฟนเพลงได้เหมือนเดิม และดูเหมือนว่าคราวนี้พวกเขาจะดูซอฟท์ลงไปอีกขั้น ด้วยเพลงที่ฟังง่ายและสวยใสเกือบจะทั้งชุด จะมีก็แค่ インソムニア (Insomnia) ที่เป็นร๊อคซับซ้อน เล่นกับเอฟเฟคต์กีตาร์แปลกๆและเสียงร้องแบบสังเคราะห์ กับ Flee ร๊อคหนักแน่นที่เล่นหยอกกับเครื่องสายได้มีสีสันมากๆ นอกนั้นก็จะเป็นเพลงเพราะๆสะอาดสะอ้านที่เกือบจะถึงขั้นเปลือยเปล่าได้เลย ไม่ว่าจะเป็น メロウ (Mellow) อันแสนเรียบง่ายและสวยงามที่ถ่ายทอดความรู้สึกอบอุ่นที่แฝงไว้ด้วยเศร้าถวิลหาในเวลาเดียวกันได้อย่างลึกซึ้ง, ダイバー (Diversity) ป๊อปร๊อคง่ายๆเจือกลิ่นอินดี้อีเลกทรอนิกส์บางๆ, ドレミ (Doremi) เล่นกับจังหวะยกน่ารักๆได้อารมณ์ชายหาดดีชะมัด, さかなになって อคูสติกป๊อปกุ๊งกิ๊งสอดแทรกเสียงรีคอร์เดอร์ ส่วนเพลงบรรเลงปิดอัลบั้มตามธรรมเนียมก็เป็นอคูสติกแอมเบียนท์บวกเสียงเครื่องสายที่หยดย้อยมากๆ ซึ่งโดยถ้าดูผลลัพท์โดยรวมแล้ว Paratroop น่าจะเป็นงานที่สดใสฟังสบายที่สุดเท่าที่วงเคยทำมาเลยด้วยซ้ำ

ทุกวันนี้ sleepy.ab ถือว่าเป็นวงที่มีชื่อเสียงไม่น้อยทีเดียวโดยเฉพาะในแวดวงของผู้ที่ติดตามดนตรีในระดับอินดี้จากทั่วทุกมุมโลก เพราะความประัณีตบรรจงในการรังสรรค์งานดนตรีละเมียดละไมอันเป็นเอกลักษณ์ ความไพเราะในทุกตัวโน้ตที่พวกเขาทั้งสี่ได้หยิบจับใส่ลงในดนตรีของพวกเขาอย่างพอเหมาะพอเจาะ อารมณ์โศกเศร้าที่แฝงไว้ด้วยความอบอุ่นอันไม่สิ้นหวังของคนที่เข้าใจโลก มันทำให้ผู้ใดที่มีโอกาสได้สดับฟังล้วนต้องหลงรักพวกเขากันถ้วนหน้า ก็ได้แต่หวังว่ากองไฟผิงอันอบอุ่นที่พวกเขาทั้งสี่ได้ก่อไว้ท่ามกลางอากาศอันหนาวเหน็บจะไม่มอดดับลงไป.....อย่างน้อยก็จนกว่าใจดวงนี้จะหายหนาวล่ะนะ

"เดือนช่วงดวงเด่นฟ้า ดาดาว จรูญจรัสรัศมีพราว พร่างพร้อย ยามดึกนึกหนาวหนาว เขนยแนบ  แอบเอยเย็นฉ่ำน้ำค้างย้อย เยือกฟ้าพาหนาว"

 

edit @ 14 Jan 2010 20:11:20 by Liliumination

edit @ 14 Jan 2010 20:26:34 by Liliumination

edit @ 14 Jan 2010 20:28:27 by Liliumination

edit @ 14 Jan 2010 20:29:28 by Liliumination

edit @ 15 Jan 2010 00:03:08 by Liliumination

edit @ 15 Jan 2010 00:03:43 by Liliumination