MetalMetalMetal

 

หากยังจำกันได้ เมื่อประมาณ 4-5 ปีที่แล้ว มีกลุ่มคนดนตรีเมทัลไฟแรงจากเยอรมันท่าทางเนิร์ดๆที่เรียกตัวเองว่า "The Ocean Collective" โผล่พรวดขึ้นมาสรรค์สร้างดนตรีสลัดจ์เมทัลหนักกะโหลกที่แฝงไว้ด้วยศิลปะล้ำลึกและเต็มไปด้วยเนื้อหาที่เกี่ยวพันกับศาสตร์ความรู้ ความเชื่อ และปรัชญาให้วงการเพลงได้ประจักษ์แก่สายตาและเป็นที่แซ่ซ้องของบรรดานักวิจารณ์มานักต่อนัก จนมาถึงอัลบั้มที่แล้วอย่าง Precambrian ที่ทางวงยัดไอเดียบรรเจิดสุดโต่งกลายเป็นคอนเซปต์อัลบั้มคู่สุดยิ่งใหญ่ พร้อมทั้งมีการทดลองแนวดนตรีหลากหลายยิ่งขึ้นในแผ่นที่สองซึ่งมีดนตรีเบาลงจากงานก่อนๆของพวกเขาอยู่พอสมควร แต่กลับอบอวลก้วยกลิ่นอายดนตรีที่แปลกต่างทั้งความล่องลอยของโพสต์เมทัล เสียงเครื่องสายอันงดงาม และความประณีตของดนตรีโปรเกรสสีฟ (แน่นอนว่ารวมไปถึงเสียงร้องคลีนด้วย) ซึ่งการทดลองในครั้งนั้นถือว่าทำออกมาได้น่าสนใจทีเดียว แม้จะยังไม่เนียนเท่าไรนัก กลับมาคราวนี้กับ Heliocentric พวกเขาจึงนำผลการทดลองจากคราวก่อนมาปรับใช้อย่างเต็มที่จนกลายเป็นงานที่แปลกหูไปจากอัลบั้มก่อนๆของเขาจนแทบจะเรียกว่าโดยสิ้นเชิงเลยทีเดียว

 

จริงๆแล้ว Heliocentric ชุดนี้เป็นเพียงครึ่งหนึ่งของคอนเซปต์อัลบั้มชุดใหม่เท่านั้น โดยอีกครึ่งหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า Anthropocentric จะรีลีสตามมาในช่วงสิ้นปีนี้ ซึ่งคอนเซปต์ของทั้งสองอัลบั้มนี้จะเกี่ยวกับแง่มุมอภิปรัชญาที่ว่าด้วยความเชื่อเรื่องจักรวาล ซึ่งในพาร์ทแรกนี้พวกเขาจะพาเราไปพบกับเรื่องราวต่างๆภายใต้ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่เชื่อว่าดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะทั้งมวล และโลกเป็นเพียงดาวเคราะห์ดวงหนึ่งที่โคจรรอบดวงอาทิตย์เท่านั้น (แน่นอนว่าอัลบั้ม Anthropocentric จะเป็นความเชื่อเก่าทางศาสนาที่ตรงข้ามกัน)

 

เริ่มตั้งแต่อินโทรแรก "Shamayim" (ภาษาฮิบรูแปลว่า ท้องฟ้า) แอมเบียนท์ซาวนด์เชื้อเชิญให้มองขึ้นไปบนท้องฟ้าอันเต็มไปด้วยปริศนาลี้ลับดำมืดชวนให้ค้นหา ซึ่งนำไปสู่ปฐมบทอันว่าด้วยการรังสรรค์ท้องนภาและสววรคาลัยด้วยน้ำมือของพระเจ้าในบทเพลง "Firmament" ซึ่งอ้างอิงมาจาก Genesis1:6-20 (Firmament) ในคัมภีร์ไบเบิ้ลโดยตรง ในด้านของดนตรีเพลงนี้จะสามารถบ่งบอกทิศทางแนวเพลงของอัลบั้มได้เลย ด้วยริธึ่มหนืดๆติดสาปสลัดจ์อันประกอบไปด้วยสัดส่วนดนตรีซับซ้อนและริฟฟ์กีตาร์ที่เบาบางลงกว่าเก่าจนกลายเป็นงานโพสต์เมทัลชั้นดี ส่วนเสียงร้องก็หันไปเน้นเสียงร้องคลีนมากขึ้น ซึ่งก็ร้องได้สะอาดและไพเราะดี ต่อเนื่องด้วย "The First Commandment of the Luminaries"ที่เนื้อหายังวนเวียนอยู่ในคัมภีร์ไบเบิ้ล แต่ขยับขยายไปสู่เรื่องของการอธิบายการเคลื่นตัวของท้องนภาตามมุมมองของคนโบราณ ในเพลงนี้มีเสียงเครื่องสายและเปียโนเพิ่มเข้ามาเพื่อสร้างความประณีตให้กับบทเพลงด้วย

 

ใน "Ptolemy Was Wrong" ทางวงลองของแปลกขึ้นไปขั้นอีกด้วยเปียโนบัลลาดนุ่มละมุนที่ออกจะเหนือความคาดหมายอยู่เล็กน้อย แต่มันก็เข้ากันดีกับเนื้อหาที่ว่าด้วยความอัดอั้นตันใจของปราชญ์แห่งยุคเรอเนสซองส์อย่างโคเปอร์นิคัส, กาลิเลโอ และ จอร์ดาโน บรูโน ที่ร่วมกันก่อตั้งทฤษฎี Heliocentricism อันมาจากการค้นพบว่าโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์แต่ก็มิอาจเผยแพร่แนวคิดนี้ได้เพราะนั่นหมายความว่าพวกเขาจะกลายเป็นปฏิปักษ์ต่อคริสตจักรในขณะนั้นและจะต้องถูกประหารโดยการเผาทั้งเป็น (แต่สุดท้ายบรูโนก็ต้องจบชีวิตลงด้วยสาเหตุนี้) ซึ่งในเนื้อเพลงนี้เราจะพบว่าทั้งสามไม่เชื่อในเรื่องของพระเจ้าอย่างชัดเจน

 

But it's all real...
I no longer believe
But maybe I should keep this to myself
I raised my eyes up high toward the night sky
I've been searching for the eyes divine in countless nights
But I found the watchmaker was blind 

 

ด้วยเนื้อหาที่ขัดแย้งกับความเชื่อเดิมของคริสเตียนในบทเพลงนี้จึงเป็นชนวนที่นำไปสู่เพลงถัดไป "Metaphysics of Hangman" ที่ตั้งคำถามหนักข้อยิ่งขึ้นถึงเรื่องกฏแห่งศีลธรรมและการตัดสินคุณค่าในแบบฉบับของคริสเตียนที่เน้นเรื่องความศรัทธาแต่ยังห่างไกลในเรื่องของเหตุผล เนื้อเพลงในส่วนนี้ได้แนวคิดมาจากงานเขียนของอาเธอร์ ริมเบาด์และนิธเช่มาโดยตรง

 

Where do your values come from?
From inside yourself?
Or from some self-appointed moral cognoscentes
Who disguised their own ideas
As universal concepts? 

 

ความคิดในแง่มุมของวิทยาศาสตร์ที่ขัดกับศาสนาที่ถูกนำเสนอมาในสองสามเพลงก่อนหน้านี้ สุดท้ายก็มาลงเอยด้วยบทสรุปอันน่าเศร้าจากมุมของศาสนาที่ตราหน้าแนวคิดเหล่านี้ว่าเป็น "ความคิดของปีศาจ" ในบทเพลงสั้นๆอย่าง "Catharsis of Heretic" อันเป็นดั่งเสียงเพรียกของเหล่านักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายที่พยายามจะกู่ร้องว่าแม้คริสตจักรจะทรมานหรือประหัตประหารเขาด้วยวิธีใดๆก็ตาม แต่มันก็มิอาจลบล้างข้อเท็จจริงที่พวกเขาค้นพบด้วยการคิด พิสูจน์ ลองผิดลองถูกมานักต่อนักได้

 

Yes, you can put me to the test
Or you can cut my tongue at last
Ideas are wandering through my head
What if all that I never said were true? 

 

ทางด้าน "Swallowed by the Earth" มีการนำเสนออีกหนึ่งทฤษฎีที่ถูกค้นพบในยุคนั้นซึ่งก็คือ "กฎแรงโน้มถ่วง" นั่นเอง ซึ่งกฏนี้ได้รับการยอมรับกันว่าเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะช่วยไขปริศนาดำมืดทั้งหลายในจักรวาลหรือแม้แต่ในโลกของเราเองก็ตาม นอกจากนี้มันยังเป็นข้อสนับสนุนที่ทำให้ทฤษฎี Heliocentricism หนักแน่นและยากที่จะโต้แย้งได้อีก ภาคดนตรีของเพลงนี้ถือว่ามีการจัดวางเรื่องความหนักแน่น สวยงาม และซับซ้อนได้อย่างลงตัวน่าฟังมากๆราวกับแสงแห่งความคิดที่เข้ามาทำให้วังวนแห่งปริศนาค่อยๆเลือนหายไปพร้อมห้วงแห่งความสับสน ก่อนจะไปผ่อนอารมณ์กันอีกด้วย Epiphany อีกหนึ่งเปียโนบัลลาดที่ฟังแล้วนึกถึงเพลงช้าของ Nine Inch Nails ขึ้นมาเลย (โดยเฉพาะเสียงร้อง) เนื้อหายังคงยืนยันแนวคิดที่ไม่เชื่อในเรื่องของพระเจ้าอย่างหนักแน่นพร้อมทั้งประชดประชันความเชื่องมงายในเรื่องการสวดอ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากสิ่งที่ไม่น่ามีตัวตนไปในตัวด้วย

 

I will pray to Saint Luke the writer of the Gospel
I will pray to Saint Paul and ask him to cure my affliction
I'll pray to Mary second only to the Lord
Will pray to the moon and the sun and the stars

One God, or three?
A strange epiphany 

 

ในช่วงบทสรุปสองแทรีคสุดท้ายของอัลบั้มนี้ พวกเขานำเรื่องของสองการค้นพบอันยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์แห่งวิทยาศาสตร์สมัยใหม่นั่นก็คือทฤษฎีวิวัฒนาการของชาร์ลส์ ดาร์วินในบทเพลง "The Origin of Species" และแนวคิดเรื่องการสร้างสรรค์สรรพสิ่งโดยธรรมชาติของริชาร์ด ดาวกินส์ใน "The Origin of God" ซึ่งทั้งสองเพลงนี้นอกจากจะมีเนื้อหาที่เกี่ยวดองกันอย่างเหนียวแน่นแล้ว ทางด้านของตัวดนตรียังเน้นไปที่ท่วงทำนอง อารมณ์ เมโลดี้ที่ใกล้เคียงกันอีกด้วย หากแต่ในแทร๊คแรกจะเต็มไปด้วยริฟฟ์หนักหน่วงและเสียงแผดร้องอย่างเกรี้ยวกราดซึ่งขั้นด้วยท่อนผ่อนเน้นบรรยากาศที่ตกแต่งด้วยเสียงเปียโน เครื่องเป่า และเครื่องสายเบาบางแต่เข้มลึกส่อให้เกิดจินตภาพถึงความน่าอัศจรรย์ของการวิวัฒนาการ ในขณะที่แทร๊คสุดท้ายจะเน้นในส่วนที่สวยงามของริฟฟ์ปูพื้นให้กับเนื้อร้องย้ำคิดย้ำทำแต่สื่อความหมายหนักแน่น ก่อนจะตัดเข้าสู่ช่วงเอาโทรอัลบั้มด้วยการบรรเลงเครื่องเป่าอันแสนไพเราะอ่อนช้อยที่ราวกับจะไม่มีวันจบสิ้นดุจดั่งความคิดแบบวิทยาศาสตร์ที่จะอยู่ยืนยงและคงเป็นนิรันดร์ตลอดกาล....

 

A prime mover only shifts the problem
If every complex structure needs an architect;
Then this prime mover must be even more complex than anything he created

Who made your architect?
Who made your architect?
Where does he come from?
What is he made of?
 
หากจะพูดกันแบบสั้นๆง่ายๆ บทสรุปทั้งหมดของอัลบั้มนี้ก็คือการมองโลกและสิ่งรอบตัวในแง่ของความเป็นวิทยาศาสตร์แบบสุดโต่งนั่นเอง สุดท้ายแล้วทุกสิ่งทุกอย่างไม่เว้นแม้กระทั่งพระผู้สร้างก็คือฟันเฟืองชิ้นน้อยใหญ่ในระบบของธรรมชาตินั่นเอง ซึ่งตรงนี้ต้องยอมรับว่าทางวงสามารถนำปรัชญาและทฤษฎีลึกๆเหล่านี้มาตีแผ่ด้วยภาษาที่ง่ายราวกับจะย่อยเนื้อหาเพื่อตีพิมพ์ลงในหนังสือเรียนม.ตันยังไงยังงั้น แต่นั่นก็เป็นข้อดีที่ทำให้ผู้ฟังได้เข้าใจแนวคิดต่างๆที่พวกเขาพยายามจะนำเสนอได้แบบสบายๆไม่ต้องตีความหลายชั้น ส่วนเรื่องของดนตรีในอัลบั้มนี้ต้องยอมรับว่ามันเปลี่ยนไปมากทีเดียว โดยเฉพาะความหนักหนืดโหดที่เคยมีในอัลบั้มก่อนๆนั้นถูกตัดหายไปจนเกือบเหี้ยนจนแทบจะกลายเป็นคนละวงเลยทีเดียว แต่ถ้ามองในแง่ดีดนตรีในอัลบั้มนี้ถือว่ามีความหลากหลายและแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการในการเรียงร้อยท่วงทำนองที่ดูเติบโตขึ้นมาก ไม่ว่าจะเป็นเสียงร้องคลีนสะอาดหู ริฟฟ์กีตาร์สวยๆ ท่วงทำนองละเอียดซับซ้อน ความละเมียดจากเสียงเปียโน เครื่องเป่า เครื่องสาย และการให้บรรยากาศกับบทเพลงได้อย่างเหมาะเจาะลงตัว การฟังอัลบั้มนี้จึงเป็นความเพลิดเพลินของผู้ฟังที่จะละเลียดไปกับรายละเอียดของดนตรีที่แฝงเร้นอีกทั้งยังได้ความรู้อีกด้วย ซึ่งก็ต้องยอมรับล่ะครับว่า The Ocean วงนี้ เป็นวงดนตรีเมทัลที่แสนจะฉลาดปราดเปรื่องเสียจริงๆ
 
ตอนนี้ก็ต้องตามดูกันต่อในภาคสองล่ะครับว่าแนวคิดภายใต้ความเชื่อโบราณที่ว่าโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาลนั้นมันจะลึกล้ำซ่อนเงื่อนชวนให้ติดตามมากแค่ใหนกัน.......
 
 

 

edit @ 7 May 2010 02:18:14 by Liliumination

edit @ 7 May 2010 02:20:06 by Liliumination

จริงๆแล้วอัลบั้มนี้เป็นอัลบั้มค้างปีมาจากปีที่แล้วแต่ผมเพิ่งมีโอกาส ได้ฟังเมื่อไม่นานมานี้เอง และก็คิดว่าต้องเอามาเขียนถึงสักหน่อยเพราะในระยะหลังมานี้นอกจากพวกโอตาคุเมทัลแล้วก็ไม่ค่อยมีอัลบั้มเพาเวอร์เมทัลดีๆจากแดนอาทิตย์อุทัยมาออกให้ฟังกันสักเท่าไรเลย ซึ่ง Liv Moon เป็นวงแนวกอธิค/เพาเวอร์เมทัลที่นำโดย Akane Okamoto (หรือ Akane Liv) นักร้องนำสาวลูกครึ่งที่มีดีกรีเป็นถึงนักแสดงทาคาระซึกะ (ละครเวทีโบราณของญี่ปุ่นที่ใช้นักแสดงเป็นหญิงล้วน ซึ่งไม่ได้เป็นได้กันง่ายๆ) และยังได้เป็น Singer of the Year ในการประกวดร้องเพลงที่ Beckenham Festival ประเทศอังกฤษอีกด้วย (เธอไปเรียนร้องเพลงอยู่ที่นั่น) โดยทางวงเพิ่งรวมตัวกันในปี 2009 ได้เล่นโชว์ครั้งแรกในงาน Loud Park '09 และออกอัลบั้มเต็มชุดแรกนี้ในช่วงปลายปีนั้นเลย เรียกว่าทำงานกันเร็วกว่านรกจริงๆครับ

เปิดอัลบั้มด้วยเสียงคีย์บอรืด เลียนเสียงฮาร์ปสิคอร์ดอันคุ้นหูใน HISUI~Nephrite ก่อนจะตัดเข้าตัวเพลงจริงๆที่เป้นเฮฟวี่/เพาเวอร์แน่นๆ จังหวะชวนโยก ช่วงท่อนฮุคมีเพิ่มอารมณ์ด้วยการเร่งความเร็วของเพลงขึ้นไปอีก เสียงร้องของอากาเนะเวลาขึ้นสูงจะฟังดูข้างแหลมแปลกหูตามสไตล์การร้องในละครทาคาระซึกะอย่างที่เธอถนัด ซึ่งตรงจุดนี้ก็นานาจิตตัง ถ้าใครรับไมได้ก็จะไม่ชอบไปเลย แต่สำหรับผมแล้วผมชอบครับ ตามมาด้วย Getsuka เพลงจังหวะมิดเทมโปที่อัดเพาเวอร์คอร์ดโคตรแน่น ฟังแล้วได้กลิ่น Krypteria ลอยมาเลย ช่วงกลางเพลงเปิดโอกาสให้ Akitoshi มือกีตาร์ได้ปั่นกระจายเต็มที่ ทางด้านไตเติ้ลแทร๊คนี่กะขายเต็มที่เลยครับ เป็นเมโลดิคเมทัลจังหวะมิดเทมโปฟังง่าย เมโลดี้เปียโนไพเราะ ท่อนฮุคก็ติดหูโคตรๆ อารมณ์เดียวกับ Nemo ของ Nightwish เลยครับ เท่านั้นยังไม่พอ เพลงถัดมาพวกเขายังคัฟเวอร์ Phantom of the Opera ด้วยอีกต่างหาก แต่กลับออกมาฟังดูยืดยาด ไม่ได้ครึ่งของตอนที่ Nightwish คัฟเวอร์ไว้เลย คั่นเวลาด้วย Interlude สั้นๆความยาวไม่ถึงนาทีที่นำไปสู่ช่วงเบรคดาวน์ของอัลบั้มที่นำโดย A Wish เปียโนบัลลาดไพเราะขาดใจที่อากาเนะได้โชว์พลังเสียงโซปราโน่ของเธอได้อย่างเต็มอารมณ์ แต่ท่อนโซโล่กลับตัดอารมณ์ด้วยเพาเวอร์เมทัลหนักๆซะงั้น เช่นเดียวกับ Oto Nakisakebi อันสุดชอกช้ำที่เน้นอารมณ์ช่วงท่อนฮุคด้วยจังหวะหนักแน่นแบบเพาเวอร์บัลลาด ชั้นดี ตามมาด้วย Azayaka ni・・・อีกหนึ่งเพลงช้าที่ฉีกอารมณ์ไปเป็นบัลลาดสไตล์เจร๊อคตลาดทั่วไป แต่กลับฟังไพเราะติดหูแบบสุดจะบรรยายจนแทบจะเป็นเพลงที่ผมชอบที่สุดในอัลบั้มไปเลย (ฟังแล้วนึกถึงเพลงช้าของ High and Mighty Color ชุดแรกๆเหมือนกัน) คั่นเวลาอีกทีด้วย Interlude ที่เป็นเสียงลีดกีตาร์สวยๆคลอไปกับคีย์บอร์ดที่พาเราไปสู่สองเพลงที่หนักและโหดที่สุดในอัลบั้มอย่าง Wild Creatures และ Escape ทีี่ครบเครื่องทั้งริฟฟ์หนักอึ้ง พายุกระเดื่องคู่ ซาวนด์คีย์บอร์ดสไตล์ซิมโฟนิคมืดหม่นปนอลังการ ซาวนด์สังเคราะห์กระป๋อง และโซโล่กีตาร์อันเฉียบขาด และแน่นอนว่าท่อนฮุคยังคงติดหูมากเช่นเคย ก่อนจะมาถึงสองเพลงสุดท้ายที่ทำมาเพื่อล้างหูโดยเฉพาะอย่าง Time to Say Goodbye (Con te Partiro) เพลงคัฟเวอร์อภิมหาคลาสสิคของนักร้องเสียงเทเนอร์ตาบอด Andrea Brocelli (ถ้านึกไม่ออกก็ให้นึกถึงเพลงโฆษณาช๊อคโกแลตเฟอร์เรโรอ่ะครับ เพลงนั้นแหละ) ซึ่งทางวงเล่นออกมาได้ดีมาก เรียกว่าแทบจะถอดหัวใจมาร้องกันเลยทีเดียว และ Good Night เพลงปิดท้ายอัลบั้มก็เป็นซิมโฟนิคบัลลาดอารมณ์คริสต์มาสหน่อยๆ ฟังง่ายและไพเราะมากๆครับ ถ้าเอาเพลงนี้ไปประักอบการ์ตูนน่ารักๆของค่าย Ghibli ก็คงจะเข้ากันดีทีเดียว

โดยรวมแล้วน่าประทับใจทีเดียวนะครับ สำหรับวงที่เพิ่งรวมตัวกันได้แค่ปีเดียวและมีอัลบั้มเต็มออกมาได้คุณภาพขนาดนี้ จะติดนิดหน่อยก็แค่เสียงร้องสไตล์ละครเวทีโบราณที่อาจจะไม่ถูกหูใครบางคนเท่านั้นเอง (ซึ่งแน่นอนว่ามีอีกหลายคนที่หลงรักเสียงร้องแบบนี้เช่นกัน รวมทั้งผมด้วย) แต่เธอก็ไม่ได้ร้องแบบนี้ทุกเพลง ส่วนเรื่องฝีไม้ลายมือทางดนตรีนั้นสอบผ่านสบายๆครับ การบันทึกเสียงก็คมชัดหายห่วง ถือเป็นวงเอเชียอนาคตไกลที่น่าจับตามองที่สุดวงนึงในชั่วโมงนี้เลยล่ะครับ 





edit @ 14 Feb 2010 20:36:27 by Liliumination

edit @ 14 Feb 2010 20:38:04 by Liliumination

edit @ 14 Feb 2010 20:41:21 by Liliumination

ไม่น่าเชื่อนะครับว่าหนึ่งในหัวหอกวงเมโลดิกเดธแห่งแดนฟรีเซ็กส์จะอยู่ยงคงกระพันมากว่ายี่สิบปีแล้ว หลังจากปล่อยให้เพื่อนร่วมอุดมการณ์อย่าง In Flames หรือ Soilwork เปลี่ยนแปลงรูปแบบดนตรีของตัวเองเพื่อกอบโกยรายได้มากขึ้น แต่ Dark Tranquillity ไม่เคยทรยศแฟนเพลงเลยสักครั้งด้วยการทำผลงานเพลงระดับคุณภาพเป็นของขวัญให้แฟนเพลงได้ปลื้มอกปลื้มใจตลอดมา และการกลับมาครั้งนี้ของพวกเขาก็เหมือนเป็นการสัญญาว่าถึงสุดท้ายแล้วพวกเขาจะคว้าได้แต่ความว่างเปล่าแต่พวกเขาจะไม่มีวันทรยศต่อตัวเองและแฟนเพลงอย่างแน่นอน

มาพูดถึงโปรดักชั่นของชุดนี้ ต้องขอบอกก่อนเลยว่าผมค่อนข้างผิดหวังกับการออกแบบปกอัลบั้มของนิคลาส ซุนเดนที่ทำได้ไร้รสนิยมเหลือเกิน ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ทำได้ดีมาตลอด ก็พลอยให้พาลคิดไปว่างานเพลงอาจจะคุณภาพดรอปลงก็เป็นได้ เลยพยายามไม่คาดหวังอะไรกับมันมากเท่าไร จะได้ไม่รู้สึกผิดหวังมาก แต่แล้วก็คิดผิดถนัดครับ พอหลังจากที่ฟังไปสามสี่รอบแล้วก็รู้สึกว่างานชุดนี้มีดีพอตัวทีเดียว ถึงแม้ว่าจะช้าและเบากว่าชุดก่อนๆไปบ้าง แต่มันก็มีเสน่ห์อย่างอื่นเข้ามาทดแทนครับ ไล่ตั้งแต่เพลงแรก Shadow in Our Blood ที่ขึ้นด้วยจังหวะมิดเทมโปแน่นๆกับเสียงสังคราะห์เท่ๆ แต่พอเข้าตัวเพลงก็สับกันรวดเร็วเหมือนเคย โซโล่กีตาร์เด็ดดี ถึงแม้ตัวเพลงโดยรวมจะไม่เด่นมากนัก แต่ก็เป็นการต้อนรับแฟนเพลงด้วยซาวนด์เดิมๆที่คุ้นเคยกันดี ตามมาด้วย Dream Oblivion ที่จังหวะโคตรโจ๊ะผิดแผกจากงานก่อนๆของวง ริฟฟ์กีตาร์สวยๆและการเรียบเรียงทำได้ติดหูง่ายดี เหมาะจะตัดเป็นซิงเกิ้ลโปรโมตเป็นอย่างยิ่ง The Fatalist อีกหนึ่งเพลงมิดเทมโปแน่นๆที่ไลน์คีย์บอร์ดเพราะมาก ตัดกับเสียงสำรอกเข้มๆของ Mikael Stanne กับริฟฟ์กีตาร์สุดเฉียบได้เป็นอย่างดี ทางด้าน In My Absence ก้ยิ่งดึงจังหวะช้าลงไปอีก โดยยังมีสลับกับท่อนสับเร็วๆบาง แต่ท่อนฮุคนี่โคตรเพราะเลยครับ โดยเฉพาะไลน์คีย์บอร์ดที่เสริมอารมณ์ได้มากทีเดียว The Grandest Accusation เป็นเพลงหม่นๆที่มีจังหวะหลากหลายได้อารมณ์โปรเกรสสีฟ มีลีดกีตาร์สวยๆคลอไปกับเสียงคีย์บอร์ดให้ได้ฟังกันนานพอดู ส่วน At the Point of Ignition ก็เป็นเพลงจังหวะกลางๆที่ให้อารมณ์ไม่ต่างจากเพลงก่อนๆมากนัก สังเกตได้ว่าคราวนี้พวกเค้าไม่เน้นทำเพลงเร็วกันมาก แต่จะเน้นหนักไปที่บรรยากาศและเมโลดี้อันไพเราะมากกว่า โดยจะเห็นได้ชัดมากในแทร๊คต่อไป Her Silent Language ที่หยดย้อยไปหมดทั้งริฟฟ์กีตาร์และคีย์บอร์ดที่เล่นได้อย่างไพเราะล่องลอย Mikael Stanne ร้องเสียงคลีนสลับกับสำรอก น่าจะเป็นเพลงที่เพราะที่สุดในชุดนี้เลยครับ ทางด้าน Arkhangelsk ก็ยังคงเล่นกันหนืดๆเหมือนเดิม โดดเด่นที่ท่อนฮุคที่มีบรรยากาศหนาแน่นน่าสะพรึงกลัว ก่อนจะกลับมาเร็วกันจริงๆใน I am the Void ที่ทั้งสับทั้งบลาสต์กันสะใจไปเลย เช่นเดียวกับ Surface the Infinite ที่ครบเครื่องทั้งริธึ่มรวดเร็ว เมโลดิกริฟฟ์สวยงามตระการหู และบรรยากาศที่หมองหม่น ได้อารมณ์โกเตนเบิร์กซาวนด์พันธุ์แท้ดีจริงๆ ปิดท้ายด้วย Iridium เพลงช้าอารมณ์เศร้าหมองความยาวเฉียดเจ็ดนาทีที่ท่อนฮุคทำได้หนักแน่น อลังการ และติดหูแบบสุดจะบรรยาย ฟังแล้วขนลุกครับ ถือว่าเป็นการปิดอัลบั้มที่สมบูรณ์แบบและมีพลังมากๆ

หากคุณอ่านมาจนถึงตรงนี้คงจะคิดว่าเพลงมันช้าและซอฟต์ลงขนาดนั้นเลยเหรอ ซึ่งต้องยอมรับว่าเพลงส่วนใหญ่ดึงจังหวะลงช้ากว่าชุดก่อนๆจริงๆ แต่ไม่ใช่เป็นการทำเพลงให้ฟังง่ายขึ้นเพื่อเจาะตลาดแต่อย่างใด เพราะดนตรียังคงฟังดูซีเรียสจริงจังและความหนักแน่นแบบเมโลดิกเดธยังคงมีอยู่เต็มเปี่ยมครับ แบบว่าฟังยังไงก็ยังรู้ว่าเป็น Dark Tranquillity อยู่ดี (จริงๆชุด Projector กับ Haven ยังเบากว่านี้อีก) งานชุดนี้ฟังรอบแรกๆอาจไม่ค่อยติดใจเท่าไร แต่ถ้าฟังไปนานๆแล้วจะยิ่งซึมซับในบรรยากาศและความงดงามของมัน ซึ่งความประณีตใส่ใจทุกรายละเอียดยังคงเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของ Dark Tranquillity ตลอดมา และยังเด่นชัดมากๆในอัลบั้มนี้ครับ

edit @ 26 Jan 2010 15:00:01 by Liliumination

edit @ 26 Jan 2010 15:05:28 by Liliumination

edit @ 26 Jan 2010 15:06:42 by Liliumination

edit @ 26 Jan 2010 15:25:29 by Liliumination

edit @ 26 Jan 2010 17:36:25 by Liliumination