Kalafina - Red Moon (2010)
posted on 26 Mar 2010 13:33 by liliumination in Spellbounded-by-Japan
Kalafina คือโปรเจคต์พิเศษของคอมโพสเซอร์/โปรดิวเซอร์สาวมือทองอย่าง Yuki Kajiura ผู้ซึ่งโด่งดังจากการประพันธ์ออริจินัลซาวนด์แทร๊คให้กับอนิเมะชื่อดังหลายต่อหลายเรื่องเช่น Noir, .hack//SIGN , My-Hime, My-Otome, Pandoara Hearts และ Kara no Kyoukai เป็นต้น ซึ่งในตอนแรก Kalafina ก็เป็นโปรเจคต์ที่เธอเชิญชวน Keiko กับ Wakana นักร้องเสียงดีที่เคยร่วมงานกับเธอมาแล้วในโปรเจคต์เพลงร้อง FictionJunction กับ Maya และ Hikaru ที่ผ่านการออดิชั่นเข้ามาใหม่ (แต่หลังจากนั้นไม่นาน Maya ก็ออกจากวงไปในทำให้เหลือสมาชิกเพียงสามคน) มาทำเพลงร้องเพื่อเป็นเพลงปิดให้อนิเมะฟอร์มยักษ์อย่าง Kara no Kyoukai ทั้งเจ็ดตอนเท่านั้น แต่หลังจากนั้นเสียงตอบรับกลับแรงอย่างไม่น่าเชื่อ ทำให้เธอต้องทำเพลงเพิ่มและได้ออกอัลบั้มเต็มชุดแรกที่มีชื่อว่า Seventh Heaven มาเมื่อปีที่แล้ว และจากนั้น Kalafina ก็ออกซิงเกิ้ลเพลงประกอบอนิเมะเรื่องอื่นๆมาเป็นระยะๆ จนได้ฤกษ์ออกอัลบั้มที่สองซึ่งทิ้งช่วงจากอัลบั้มแรกเพียงปีเดียวเท่านั้น
สำหรับดนตรีของ Kalafina นั้นโดยรวมก็เป็นเจป๊อปที่มีเมโลดี้สวยงามติดหูง่าย แต่โดดเด่นที่การผสมผสานทั้งดนตรีร๊อค อีเลกทรอนิกส์ กอธิค และซาวนด์อลังการสไตล์ซิมโฟนิคเข้ามาได้อย่างลงตัวและเป็นเอกลักษณ์มากๆ (มีบางคนถึงกับเรียกว่าเป็น Kajiurian Sounds เลยด้วยซ้ำ) ส่วนเสียงร้องของนักร้องทั้งสามก็มีน้ำเสียงสูง กลาง ต่ำ แตกต่างกันออกไป แต่เมื่อมาร้องประสานหรือขับเคี่ยวกันแล้วกลับฟังออกมาไพเราะมีเสน่ห์ยากจะหาใครเปรียบจริงๆ
อัลบั้มนี้เปิดตัวอย่างสุดสวยด้วย Red Moon ซิมโฟนิคบัลลาดที่ไพเราะอลังการสุดชีวิตตั้งแต่เริ่มต้นยันวินา่ทีสุดท้ายของบทเพลง โดยเฉพาะท่อนฮุคสองชั้นที่ฟังแล้วสั่นสะท้านเข้าไปถึงทรวงในเลยทีเดียว ด้านภาคดนตรีและเครื่องสายก็ทำได้หนักแน่นอลังการได้ฟีลเอพิคชะมัด เรียกว่างานนี้ปล่อยหมัดหนักตั้งแต่ต้น ไม่ต้องเสียเวลาบิลด์อารมณ์กันเลย ตามมาด้วย Hikari no Senritsu ที่ผ่อนอารมณ์ลงมาเป็นเพลงท่วงทำนองน่ารักๆ ให้ความรู้สึกผ่อนคลายพอสมควร กับบรรยากาศเพลงสวยๆที่ชวนให้นึกถึงยุโรปยุคกลาง แต่เมโลดี้ร้องโดยรวมก็ยังแฝงเร้นไว้ด้วยความเศร้าอยู่ดี เพลงนี้มีไฮไลท์ตรงท่อนโซโล่ฟลุ้ทที่เพราะมาก ทางด้าน Te to Te to Me to Me เสียงซิตาร์กับทาบลาลอยมาแต่ไกล ตามมาด้วยเสียงเครื่องสายที่ให้ฟีลอาหรับแบบเต็มเหยียด บนริธึ่มฉึกฉักชวนโยกย้ายส่ายสะโพก ถือว่าเป็นเพลงที่ค่อนข้างแหวกแนวพอสมควรสำหรับ Kalafina แต่โดยบรรยากาศแล้วก็ยังเข้าเป็นเนื้อเดียวกับเพลงอื่นๆในอัลบั้มได้ดี ต่อด้วย Fantasia ยูโรทรานซ์หม่นมืดแบบที่ Yuki Kajiura ถนัด เมโลดี้เพลงนี้ยังคงได้ฟัลอาหรับเหมือนพยายามให้ต่อเนื่องจากเพลงที่แล้ว ถึงแม้เพลงนี้จะมีจังหวะแบบเพลงแดนซ์ แต่กลับฟังแล้วรู้สึกซีเรียสจริงจังเอาการทีเดียว ผ่อนเครื่องด้วย Haru wa Ougon no Yume no Naka เปียโนบัลลาดเศร้าบาดหัวใจเคล้าเสียงเครื่องสายที่เปิดโอกา่สให้เสียงร้องได้โชว์อย่างเต็มที่ เป็นอีกเพลงที่ไพเราะแบบกะฆ่ากันให้ตายไปข้างเลย Kyrie กลับมาเป็นทรานซ์อีกครั้ง แต่ก็ยังอัดฟีลลิ่งมืดดำเข้าไปแบบเต็มสตรีมเช่นเคย เรียกว่าไม่เปิดโอกาสให้โยกย้ายส่ายลีลาเลยแม้แต่วินาทีเดียวจริงๆ ก่อนจะตามมาด้วย Yami no Uta กับ Hashi no Utai สองเพลงที่เหมือนตั้งใจเอามาวางต่อกันเลย เน้นจังหวะจะโคนแน่นหนาอึกทึกกับเสียงเครื่องสายสไตล์กอธิคมากเป็นพิเศษ แถมไม่ค่อยมีท่อนฮุคสวยๆไว่ปลดปล่อยอารมณ์ ทำให้ช่วงนี้ของอัลบั้มกลายเป็นช่วงที่ซีเรียสกดดันอยู่พอสมควร Storia เป็นอีกเพลงที่ทั้งท่วงทำนองและเมโลดี้ให้บรรยากาศงดงามแบบยุโรปยุคกลาง ค่อนข้างฟังง่าย เหมือนเอาไว้ผ่อนคลายหลังจากที่เจอของเครียดมาหลายเพลงติดต่อกัน คั่นเวลาด้วย Intermezzo อินเทอร์ลูดสั้นๆที่ไม่ได้สักแต่ยัดมาเฉยๆ เพราะมันประกอบไปด้วยท่อนร้องที่ไพเราะมากๆ ซึ่งนำไปสู่ Progressive เพลงทรานซ์ที่เร็วที่สุดในอัลบั้ม ในตอนแรกที่ผู้เขียนฟังเพลงนี้ครั้งแรกตอนตัดมาเป็นซิงเกิ้ลเดี่ยวๆก็รู้สึกแปลกๆเพราะว่ามันค่อนข้างอีเลกโทรจ๋าและให้อารมณ์ผิดแผกไปจากบทเพลงก่อนๆของวงอยู่พอสมควร แต่เมื่อมาเข้ากับบริบทของอัลบั้ม Red Moon แล้วมันกลับฟังดูซีัเรียสจริงจังมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าจนกลายเป็นเพลงเด็ดอีกเพลงที่ไม่สามารถกดข้ามได้เลยเมื่อฟังแบบเต็มอัลบั้ม ทางด้าน Lacrimosa น่้าจะเป็นซิงเกิ้ลที่โด่งดังที่สุดในอัลบั้มนี้ ก็ไม่แปลกใจเลยเพราะมันเป็นบัลลาดชั้นเยี่ยมที่ครบเครื่องด้วยเสียงดนตรีอันเข้มข้นและเมโลดี้ร้องติดหูอย่างร้ายกาจ ปิดท้ายอัลบั้มด้วย I Have a Dream บทเพลงที่ทั้งเรียบง่ายและสดใสกว่าเพลงอื่นทั้งหมดในอัลบั้ม เหมือนเป็นแสงสว่างสุดปลายอุโมงค์ที่คอยสร้างกำลังใจและความรู้สึกดีๆให้เราอยากย้อนกลับมาฟังอัลบั้มชุดนี้อีกเป็นร้อยพันครั้ง
คำว่าสมบูรณ์แบบอาจยังน้อยเกินไปสำหรับอัลบั้มชุดนี้ครับ เพราะจากอัลบั้มแรกที่ว่าเพราะว่าดีแล้ว มันยังสู้อัลบั้มชุดนี้ไม่ได้เลยในแง่ของความประณีตละเอียดละออในการสร้างสรรค์ดนตรีที่ทั้งเข้มข้น หนักแน่น และสวยงามกินใจในเวลาเดียวกัน รวมถึงความเข้มแข็งเป็นเอกภาพของตัวอัลบั้มด้วย และจากทุกเสี้ยววินาทีในอัลบั้มนี้มันทำให้ผมเชื่อเหลือเกินว่าทั้ง Yuki Kajiura และนักร้องสาวทั้งสามได้จูงมือกันก้าวผ่านกำแพงของความเป็นคอมเมอร์เชียลป๊อปมิวสิคได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว ก็หวังว่าพวกเขาจะงานได้มาตรฐานเช่นนี้ (หรือสูงกว่า) ในผลงานต่อๆไป เพื่อสร้างความประทับใจให้กับผู้ฟังแบบไม่รู้ลืมเช่นนี้อีกนะครับ

#1 By "Me" on 2010-03-26 15:14