หากยังจำกันได้ เมื่อประมาณ 4-5 ปีที่แล้ว มีกลุ่มคนดนตรีเมทัลไฟแรงจากเยอรมันท่าทางเนิร์ดๆที่เรียกตัวเองว่า "The Ocean Collective" โผล่พรวดขึ้นมาสรรค์สร้างดนตรีสลัดจ์เมทัลหนักกะโหลกที่แฝงไว้ด้วยศิลปะล้ำลึกและเต็มไปด้วยเนื้อหาที่เกี่ยวพันกับศาสตร์ความรู้ ความเชื่อ และปรัชญาให้วงการเพลงได้ประจักษ์แก่สายตาและเป็นที่แซ่ซ้องของบรรดานักวิจารณ์มานักต่อนัก จนมาถึงอัลบั้มที่แล้วอย่าง Precambrian ที่ทางวงยัดไอเดียบรรเจิดสุดโต่งกลายเป็นคอนเซปต์อัลบั้มคู่สุดยิ่งใหญ่ พร้อมทั้งมีการทดลองแนวดนตรีหลากหลายยิ่งขึ้นในแผ่นที่สองซึ่งมีดนตรีเบาลงจากงานก่อนๆของพวกเขาอยู่พอสมควร แต่กลับอบอวลก้วยกลิ่นอายดนตรีที่แปลกต่างทั้งความล่องลอยของโพสต์เมทัล เสียงเครื่องสายอันงดงาม และความประณีตของดนตรีโปรเกรสสีฟ (แน่นอนว่ารวมไปถึงเสียงร้องคลีนด้วย) ซึ่งการทดลองในครั้งนั้นถือว่าทำออกมาได้น่าสนใจทีเดียว แม้จะยังไม่เนียนเท่าไรนัก กลับมาคราวนี้กับ Heliocentric พวกเขาจึงนำผลการทดลองจากคราวก่อนมาปรับใช้อย่างเต็มที่จนกลายเป็นงานที่แปลกหูไปจากอัลบั้มก่อนๆของเขาจนแทบจะเรียกว่าโดยสิ้นเชิงเลยทีเดียว

 

จริงๆแล้ว Heliocentric ชุดนี้เป็นเพียงครึ่งหนึ่งของคอนเซปต์อัลบั้มชุดใหม่เท่านั้น โดยอีกครึ่งหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า Anthropocentric จะรีลีสตามมาในช่วงสิ้นปีนี้ ซึ่งคอนเซปต์ของทั้งสองอัลบั้มนี้จะเกี่ยวกับแง่มุมอภิปรัชญาที่ว่าด้วยความเชื่อเรื่องจักรวาล ซึ่งในพาร์ทแรกนี้พวกเขาจะพาเราไปพบกับเรื่องราวต่างๆภายใต้ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่เชื่อว่าดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะทั้งมวล และโลกเป็นเพียงดาวเคราะห์ดวงหนึ่งที่โคจรรอบดวงอาทิตย์เท่านั้น (แน่นอนว่าอัลบั้ม Anthropocentric จะเป็นความเชื่อเก่าทางศาสนาที่ตรงข้ามกัน)

 

เริ่มตั้งแต่อินโทรแรก "Shamayim" (ภาษาฮิบรูแปลว่า ท้องฟ้า) แอมเบียนท์ซาวนด์เชื้อเชิญให้มองขึ้นไปบนท้องฟ้าอันเต็มไปด้วยปริศนาลี้ลับดำมืดชวนให้ค้นหา ซึ่งนำไปสู่ปฐมบทอันว่าด้วยการรังสรรค์ท้องนภาและสววรคาลัยด้วยน้ำมือของพระเจ้าในบทเพลง "Firmament" ซึ่งอ้างอิงมาจาก Genesis1:6-20 (Firmament) ในคัมภีร์ไบเบิ้ลโดยตรง ในด้านของดนตรีเพลงนี้จะสามารถบ่งบอกทิศทางแนวเพลงของอัลบั้มได้เลย ด้วยริธึ่มหนืดๆติดสาปสลัดจ์อันประกอบไปด้วยสัดส่วนดนตรีซับซ้อนและริฟฟ์กีตาร์ที่เบาบางลงกว่าเก่าจนกลายเป็นงานโพสต์เมทัลชั้นดี ส่วนเสียงร้องก็หันไปเน้นเสียงร้องคลีนมากขึ้น ซึ่งก็ร้องได้สะอาดและไพเราะดี ต่อเนื่องด้วย "The First Commandment of the Luminaries"ที่เนื้อหายังวนเวียนอยู่ในคัมภีร์ไบเบิ้ล แต่ขยับขยายไปสู่เรื่องของการอธิบายการเคลื่นตัวของท้องนภาตามมุมมองของคนโบราณ ในเพลงนี้มีเสียงเครื่องสายและเปียโนเพิ่มเข้ามาเพื่อสร้างความประณีตให้กับบทเพลงด้วย

 

ใน "Ptolemy Was Wrong" ทางวงลองของแปลกขึ้นไปขั้นอีกด้วยเปียโนบัลลาดนุ่มละมุนที่ออกจะเหนือความคาดหมายอยู่เล็กน้อย แต่มันก็เข้ากันดีกับเนื้อหาที่ว่าด้วยความอัดอั้นตันใจของปราชญ์แห่งยุคเรอเนสซองส์อย่างโคเปอร์นิคัส, กาลิเลโอ และ จอร์ดาโน บรูโน ที่ร่วมกันก่อตั้งทฤษฎี Heliocentricism อันมาจากการค้นพบว่าโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์แต่ก็มิอาจเผยแพร่แนวคิดนี้ได้เพราะนั่นหมายความว่าพวกเขาจะกลายเป็นปฏิปักษ์ต่อคริสตจักรในขณะนั้นและจะต้องถูกประหารโดยการเผาทั้งเป็น (แต่สุดท้ายบรูโนก็ต้องจบชีวิตลงด้วยสาเหตุนี้) ซึ่งในเนื้อเพลงนี้เราจะพบว่าทั้งสามไม่เชื่อในเรื่องของพระเจ้าอย่างชัดเจน

 

But it's all real...
I no longer believe
But maybe I should keep this to myself
I raised my eyes up high toward the night sky
I've been searching for the eyes divine in countless nights
But I found the watchmaker was blind 

 

ด้วยเนื้อหาที่ขัดแย้งกับความเชื่อเดิมของคริสเตียนในบทเพลงนี้จึงเป็นชนวนที่นำไปสู่เพลงถัดไป "Metaphysics of Hangman" ที่ตั้งคำถามหนักข้อยิ่งขึ้นถึงเรื่องกฏแห่งศีลธรรมและการตัดสินคุณค่าในแบบฉบับของคริสเตียนที่เน้นเรื่องความศรัทธาแต่ยังห่างไกลในเรื่องของเหตุผล เนื้อเพลงในส่วนนี้ได้แนวคิดมาจากงานเขียนของอาเธอร์ ริมเบาด์และนิธเช่มาโดยตรง

 

Where do your values come from?
From inside yourself?
Or from some self-appointed moral cognoscentes
Who disguised their own ideas
As universal concepts? 

 

ความคิดในแง่มุมของวิทยาศาสตร์ที่ขัดกับศาสนาที่ถูกนำเสนอมาในสองสามเพลงก่อนหน้านี้ สุดท้ายก็มาลงเอยด้วยบทสรุปอันน่าเศร้าจากมุมของศาสนาที่ตราหน้าแนวคิดเหล่านี้ว่าเป็น "ความคิดของปีศาจ" ในบทเพลงสั้นๆอย่าง "Catharsis of Heretic" อันเป็นดั่งเสียงเพรียกของเหล่านักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายที่พยายามจะกู่ร้องว่าแม้คริสตจักรจะทรมานหรือประหัตประหารเขาด้วยวิธีใดๆก็ตาม แต่มันก็มิอาจลบล้างข้อเท็จจริงที่พวกเขาค้นพบด้วยการคิด พิสูจน์ ลองผิดลองถูกมานักต่อนักได้

 

Yes, you can put me to the test
Or you can cut my tongue at last
Ideas are wandering through my head
What if all that I never said were true? 

 

ทางด้าน "Swallowed by the Earth" มีการนำเสนออีกหนึ่งทฤษฎีที่ถูกค้นพบในยุคนั้นซึ่งก็คือ "กฎแรงโน้มถ่วง" นั่นเอง ซึ่งกฏนี้ได้รับการยอมรับกันว่าเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะช่วยไขปริศนาดำมืดทั้งหลายในจักรวาลหรือแม้แต่ในโลกของเราเองก็ตาม นอกจากนี้มันยังเป็นข้อสนับสนุนที่ทำให้ทฤษฎี Heliocentricism หนักแน่นและยากที่จะโต้แย้งได้อีก ภาคดนตรีของเพลงนี้ถือว่ามีการจัดวางเรื่องความหนักแน่น สวยงาม และซับซ้อนได้อย่างลงตัวน่าฟังมากๆราวกับแสงแห่งความคิดที่เข้ามาทำให้วังวนแห่งปริศนาค่อยๆเลือนหายไปพร้อมห้วงแห่งความสับสน ก่อนจะไปผ่อนอารมณ์กันอีกด้วย Epiphany อีกหนึ่งเปียโนบัลลาดที่ฟังแล้วนึกถึงเพลงช้าของ Nine Inch Nails ขึ้นมาเลย (โดยเฉพาะเสียงร้อง) เนื้อหายังคงยืนยันแนวคิดที่ไม่เชื่อในเรื่องของพระเจ้าอย่างหนักแน่นพร้อมทั้งประชดประชันความเชื่องมงายในเรื่องการสวดอ้อนวอนขอความช่วยเหลือจากสิ่งที่ไม่น่ามีตัวตนไปในตัวด้วย

 

I will pray to Saint Luke the writer of the Gospel
I will pray to Saint Paul and ask him to cure my affliction
I'll pray to Mary second only to the Lord
Will pray to the moon and the sun and the stars

One God, or three?
A strange epiphany 

 

ในช่วงบทสรุปสองแทรีคสุดท้ายของอัลบั้มนี้ พวกเขานำเรื่องของสองการค้นพบอันยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์แห่งวิทยาศาสตร์สมัยใหม่นั่นก็คือทฤษฎีวิวัฒนาการของชาร์ลส์ ดาร์วินในบทเพลง "The Origin of Species" และแนวคิดเรื่องการสร้างสรรค์สรรพสิ่งโดยธรรมชาติของริชาร์ด ดาวกินส์ใน "The Origin of God" ซึ่งทั้งสองเพลงนี้นอกจากจะมีเนื้อหาที่เกี่ยวดองกันอย่างเหนียวแน่นแล้ว ทางด้านของตัวดนตรียังเน้นไปที่ท่วงทำนอง อารมณ์ เมโลดี้ที่ใกล้เคียงกันอีกด้วย หากแต่ในแทร๊คแรกจะเต็มไปด้วยริฟฟ์หนักหน่วงและเสียงแผดร้องอย่างเกรี้ยวกราดซึ่งขั้นด้วยท่อนผ่อนเน้นบรรยากาศที่ตกแต่งด้วยเสียงเปียโน เครื่องเป่า และเครื่องสายเบาบางแต่เข้มลึกส่อให้เกิดจินตภาพถึงความน่าอัศจรรย์ของการวิวัฒนาการ ในขณะที่แทร๊คสุดท้ายจะเน้นในส่วนที่สวยงามของริฟฟ์ปูพื้นให้กับเนื้อร้องย้ำคิดย้ำทำแต่สื่อความหมายหนักแน่น ก่อนจะตัดเข้าสู่ช่วงเอาโทรอัลบั้มด้วยการบรรเลงเครื่องเป่าอันแสนไพเราะอ่อนช้อยที่ราวกับจะไม่มีวันจบสิ้นดุจดั่งความคิดแบบวิทยาศาสตร์ที่จะอยู่ยืนยงและคงเป็นนิรันดร์ตลอดกาล....

 

A prime mover only shifts the problem
If every complex structure needs an architect;
Then this prime mover must be even more complex than anything he created

Who made your architect?
Who made your architect?
Where does he come from?
What is he made of?
 
หากจะพูดกันแบบสั้นๆง่ายๆ บทสรุปทั้งหมดของอัลบั้มนี้ก็คือการมองโลกและสิ่งรอบตัวในแง่ของความเป็นวิทยาศาสตร์แบบสุดโต่งนั่นเอง สุดท้ายแล้วทุกสิ่งทุกอย่างไม่เว้นแม้กระทั่งพระผู้สร้างก็คือฟันเฟืองชิ้นน้อยใหญ่ในระบบของธรรมชาตินั่นเอง ซึ่งตรงนี้ต้องยอมรับว่าทางวงสามารถนำปรัชญาและทฤษฎีลึกๆเหล่านี้มาตีแผ่ด้วยภาษาที่ง่ายราวกับจะย่อยเนื้อหาเพื่อตีพิมพ์ลงในหนังสือเรียนม.ตันยังไงยังงั้น แต่นั่นก็เป็นข้อดีที่ทำให้ผู้ฟังได้เข้าใจแนวคิดต่างๆที่พวกเขาพยายามจะนำเสนอได้แบบสบายๆไม่ต้องตีความหลายชั้น ส่วนเรื่องของดนตรีในอัลบั้มนี้ต้องยอมรับว่ามันเปลี่ยนไปมากทีเดียว โดยเฉพาะความหนักหนืดโหดที่เคยมีในอัลบั้มก่อนๆนั้นถูกตัดหายไปจนเกือบเหี้ยนจนแทบจะกลายเป็นคนละวงเลยทีเดียว แต่ถ้ามองในแง่ดีดนตรีในอัลบั้มนี้ถือว่ามีความหลากหลายและแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการในการเรียงร้อยท่วงทำนองที่ดูเติบโตขึ้นมาก ไม่ว่าจะเป็นเสียงร้องคลีนสะอาดหู ริฟฟ์กีตาร์สวยๆ ท่วงทำนองละเอียดซับซ้อน ความละเมียดจากเสียงเปียโน เครื่องเป่า เครื่องสาย และการให้บรรยากาศกับบทเพลงได้อย่างเหมาะเจาะลงตัว การฟังอัลบั้มนี้จึงเป็นความเพลิดเพลินของผู้ฟังที่จะละเลียดไปกับรายละเอียดของดนตรีที่แฝงเร้นอีกทั้งยังได้ความรู้อีกด้วย ซึ่งก็ต้องยอมรับล่ะครับว่า The Ocean วงนี้ เป็นวงดนตรีเมทัลที่แสนจะฉลาดปราดเปรื่องเสียจริงๆ
 
ตอนนี้ก็ต้องตามดูกันต่อในภาคสองล่ะครับว่าแนวคิดภายใต้ความเชื่อโบราณที่ว่าโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาลนั้นมันจะลึกล้ำซ่อนเงื่อนชวนให้ติดตามมากแค่ใหนกัน.......
 
 

 

edit @ 7 May 2010 02:18:14 by Liliumination

edit @ 7 May 2010 02:20:06 by Liliumination

Kalafina - Red Moon (2010)

posted on 26 Mar 2010 13:33 by liliumination  in Spellbounded-by-Japan

Kalafina คือโปรเจคต์พิเศษของคอมโพสเซอร์/โปรดิวเซอร์สาวมือทองอย่าง Yuki Kajiura ผู้ซึ่งโด่งดังจากการประพันธ์ออริจินัลซาวนด์แทร๊คให้กับอนิเมะชื่อดังหลายต่อหลายเรื่องเช่น Noir, .hack//SIGN , My-Hime, My-Otome, Pandoara Hearts และ Kara no Kyoukai เป็นต้น ซึ่งในตอนแรก Kalafina ก็เป็นโปรเจคต์ที่เธอเชิญชวน Keiko กับ Wakana นักร้องเสียงดีที่เคยร่วมงานกับเธอมาแล้วในโปรเจคต์เพลงร้อง FictionJunction กับ Maya และ Hikaru ที่ผ่านการออดิชั่นเข้ามาใหม่ (แต่หลังจากนั้นไม่นาน Maya ก็ออกจากวงไปในทำให้เหลือสมาชิกเพียงสามคน) มาทำเพลงร้องเพื่อเป็นเพลงปิดให้อนิเมะฟอร์มยักษ์อย่าง Kara no Kyoukai ทั้งเจ็ดตอนเท่านั้น แต่หลังจากนั้นเสียงตอบรับกลับแรงอย่างไม่น่าเชื่อ ทำให้เธอต้องทำเพลงเพิ่มและได้ออกอัลบั้มเต็มชุดแรกที่มีชื่อว่า Seventh Heaven มาเมื่อปีที่แล้ว และจากนั้น Kalafina ก็ออกซิงเกิ้ลเพลงประกอบอนิเมะเรื่องอื่นๆมาเป็นระยะๆ จนได้ฤกษ์ออกอัลบั้มที่สองซึ่งทิ้งช่วงจากอัลบั้มแรกเพียงปีเดียวเท่านั้น

สำหรับดนตรีของ Kalafina นั้นโดยรวมก็เป็นเจป๊อปที่มีเมโลดี้สวยงามติดหูง่าย แต่โดดเด่นที่การผสมผสานทั้งดนตรีร๊อค อีเลกทรอนิกส์ กอธิค และซาวนด์อลังการสไตล์ซิมโฟนิคเข้ามาได้อย่างลงตัวและเป็นเอกลักษณ์มากๆ (มีบางคนถึงกับเรียกว่าเป็น Kajiurian Sounds เลยด้วยซ้ำ) ส่วนเสียงร้องของนักร้องทั้งสามก็มีน้ำเสียงสูง กลาง ต่ำ แตกต่างกันออกไป แต่เมื่อมาร้องประสานหรือขับเคี่ยวกันแล้วกลับฟังออกมาไพเราะมีเสน่ห์ยากจะหาใครเปรียบจริงๆ  

อัลบั้มนี้เปิดตัวอย่างสุดสวยด้วย Red Moon ซิมโฟนิคบัลลาดที่ไพเราะอลังการสุดชีวิตตั้งแต่เริ่มต้นยันวินา่ทีสุดท้ายของบทเพลง โดยเฉพาะท่อนฮุคสองชั้นที่ฟังแล้วสั่นสะท้านเข้าไปถึงทรวงในเลยทีเดียว ด้านภาคดนตรีและเครื่องสายก็ทำได้หนักแน่นอลังการได้ฟีลเอพิคชะมัด เรียกว่างานนี้ปล่อยหมัดหนักตั้งแต่ต้น ไม่ต้องเสียเวลาบิลด์อารมณ์กันเลย ตามมาด้วย Hikari no Senritsu ที่ผ่อนอารมณ์ลงมาเป็นเพลงท่วงทำนองน่ารักๆ ให้ความรู้สึกผ่อนคลายพอสมควร กับบรรยากาศเพลงสวยๆที่ชวนให้นึกถึงยุโรปยุคกลาง แต่เมโลดี้ร้องโดยรวมก็ยังแฝงเร้นไว้ด้วยความเศร้าอยู่ดี เพลงนี้มีไฮไลท์ตรงท่อนโซโล่ฟลุ้ทที่เพราะมาก ทางด้าน Te to Te to Me to Me เสียงซิตาร์กับทาบลาลอยมาแต่ไกล ตามมาด้วยเสียงเครื่องสายที่ให้ฟีลอาหรับแบบเต็มเหยียด บนริธึ่มฉึกฉักชวนโยกย้ายส่ายสะโพก ถือว่าเป็นเพลงที่ค่อนข้างแหวกแนวพอสมควรสำหรับ Kalafina แต่โดยบรรยากาศแล้วก็ยังเข้าเป็นเนื้อเดียวกับเพลงอื่นๆในอัลบั้มได้ดี ต่อด้วย Fantasia ยูโรทรานซ์หม่นมืดแบบที่ Yuki Kajiura ถนัด เมโลดี้เพลงนี้ยังคงได้ฟัลอาหรับเหมือนพยายามให้ต่อเนื่องจากเพลงที่แล้ว ถึงแม้เพลงนี้จะมีจังหวะแบบเพลงแดนซ์ แต่กลับฟังแล้วรู้สึกซีเรียสจริงจังเอาการทีเดียว ผ่อนเครื่องด้วย Haru wa Ougon no Yume no Naka เปียโนบัลลาดเศร้าบาดหัวใจเคล้าเสียงเครื่องสายที่เปิดโอกา่สให้เสียงร้องได้โชว์อย่างเต็มที่ เป็นอีกเพลงที่ไพเราะแบบกะฆ่ากันให้ตายไปข้างเลย Kyrie กลับมาเป็นทรานซ์อีกครั้ง แต่ก็ยังอัดฟีลลิ่งมืดดำเข้าไปแบบเต็มสตรีมเช่นเคย เรียกว่าไม่เปิดโอกาสให้โยกย้ายส่ายลีลาเลยแม้แต่วินาทีเดียวจริงๆ ก่อนจะตามมาด้วย Yami no Uta กับ Hashi no Utai สองเพลงที่เหมือนตั้งใจเอามาวางต่อกันเลย เน้นจังหวะจะโคนแน่นหนาอึกทึกกับเสียงเครื่องสายสไตล์กอธิคมากเป็นพิเศษ แถมไม่ค่อยมีท่อนฮุคสวยๆไว่ปลดปล่อยอารมณ์ ทำให้ช่วงนี้ของอัลบั้มกลายเป็นช่วงที่ซีเรียสกดดันอยู่พอสมควร Storia เป็นอีกเพลงที่ทั้งท่วงทำนองและเมโลดี้ให้บรรยากาศงดงามแบบยุโรปยุคกลาง ค่อนข้างฟังง่าย เหมือนเอาไว้ผ่อนคลายหลังจากที่เจอของเครียดมาหลายเพลงติดต่อกัน คั่นเวลาด้วย Intermezzo อินเทอร์ลูดสั้นๆที่ไม่ได้สักแต่ยัดมาเฉยๆ เพราะมันประกอบไปด้วยท่อนร้องที่ไพเราะมากๆ ซึ่งนำไปสู่ Progressive เพลงทรานซ์ที่เร็วที่สุดในอัลบั้ม ในตอนแรกที่ผู้เขียนฟังเพลงนี้ครั้งแรกตอนตัดมาเป็นซิงเกิ้ลเดี่ยวๆก็รู้สึกแปลกๆเพราะว่ามันค่อนข้างอีเลกโทรจ๋าและให้อารมณ์ผิดแผกไปจากบทเพลงก่อนๆของวงอยู่พอสมควร แต่เมื่อมาเข้ากับบริบทของอัลบั้ม Red Moon แล้วมันกลับฟังดูซีัเรียสจริงจังมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าจนกลายเป็นเพลงเด็ดอีกเพลงที่ไม่สามารถกดข้ามได้เลยเมื่อฟังแบบเต็มอัลบั้ม ทางด้าน Lacrimosa น่้าจะเป็นซิงเกิ้ลที่โด่งดังที่สุดในอัลบั้มนี้ ก็ไม่แปลกใจเลยเพราะมันเป็นบัลลาดชั้นเยี่ยมที่ครบเครื่องด้วยเสียงดนตรีอันเข้มข้นและเมโลดี้ร้องติดหูอย่างร้ายกาจ ปิดท้ายอัลบั้มด้วย I Have a Dream บทเพลงที่ทั้งเรียบง่ายและสดใสกว่าเพลงอื่นทั้งหมดในอัลบั้ม เหมือนเป็นแสงสว่างสุดปลายอุโมงค์ที่คอยสร้างกำลังใจและความรู้สึกดีๆให้เราอยากย้อนกลับมาฟังอัลบั้มชุดนี้อีกเป็นร้อยพันครั้ง

คำว่าสมบูรณ์แบบอาจยังน้อยเกินไปสำหรับอัลบั้มชุดนี้ครับ เพราะจากอัลบั้มแรกที่ว่าเพราะว่าดีแล้ว มันยังสู้อัลบั้มชุดนี้ไม่ได้เลยในแง่ของความประณีตละเอียดละออในการสร้างสรรค์ดนตรีที่ทั้งเข้มข้น หนักแน่น และสวยงามกินใจในเวลาเดียวกัน รวมถึงความเข้มแข็งเป็นเอกภาพของตัวอัลบั้มด้วย และจากทุกเสี้ยววินาทีในอัลบั้มนี้มันทำให้ผมเชื่อเหลือเกินว่าทั้ง Yuki Kajiura และนักร้องสาวทั้งสามได้จูงมือกันก้าวผ่านกำแพงของความเป็นคอมเมอร์เชียลป๊อปมิวสิคได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว ก็หวังว่าพวกเขาจะงานได้มาตรฐานเช่นนี้ (หรือสูงกว่า) ในผลงานต่อๆไป เพื่อสร้างความประทับใจให้กับผู้ฟังแบบไม่รู้ลืมเช่นนี้อีกนะครับ

 

Lilium's 15 Favorite Post-Rock Tracks of All Time

posted on 09 Mar 2010 12:21 by liliumination  in Post-Anything

หลังจากที่ได้ก้าวย่างเข้าสู่โลกของดนตรีโพสต์ร๊อคมาเป็นเวลานานพอสมควรแล้ว ได้ฟังงานของศิลปินจากหลากถิ่นฐานที่อาจจะแตกต่างกันออกไปในแง่ของรสนิยมและอุดมการณ์ทางดนตรี ได้ซึมซับสภาพบรรยากาศและแนวคิดอันล้ำลึกที่แต่ละศิลปินต้องการจะสื่อ ก็เริ่มจะมีความหลงใหลต่อดนตรีแขนงนี้แบบถอนตัวขึ้นได้ยากเสียแล้ว แน่นอนว่าในจำนวนบทเพลงแนวโพสต์ร๊อคที่เคยฟังมานั้นก็มีเพลงที่ทำให้ผู้เขียนต้องเคลิบเคลิ้มและตื่นตะลึงมากมาย แต่ก็พอจะสรุปบทเพลงสุดรักในสายนี้ที่สามารถสร้างจินตนาการ เค้นอารมณ์ความรู้สึก และทำให้อินได้ในทุกครั้งที่เปิดฟังออกมาได้ราวๆ 15 เพลงด้วยกัน (ไม่มากไม่น้อยเกินไป กำลังดี) ซึ่งจะมีเพลงอะไรบ้างนั้น ลองมาดูกันเลยดีกว่าครับ (ทั้งหมดเขียนขึ้นตามลำดับก่อน-หลังที่นึกได้เท่านั้น ไม่มีการเรียงลำดับความประทับใจใดๆทั้งสิ้น)

1. Godpeed You! Black Emperor - Moya (from Slow Riot for New Zero Kanada EP - 1999) 

"Moya" คือชื่อเพลงที่ตั้งขึ้นเพื่อสดุดี Mike Moya หนึ่งในแกนนำผู้ร่วมก่อตั้งและเป็นมันสมองให้กับวงโพสต์ร๊อคระดับบุกเบิกวงนี้ (แบบเดียวกับที่ Miles Davis ตั้งชื่อเพลงว่า John McLaughlin เพื่อเป็นเกียรติให้กับลูกวงตัวเอง) ซึ่งทั้งตัว Moya วง GYBE ก็มีแนวคิดต่อต้านรัฐบาลและโลกทุนนิยมสมัยใหม่มาตั้งแต่เริ่มก็ตั้งวง นั่นทำให้บทเพลงของ GYBE สามารถตีความไปถึงนัยยะแห่งการประท้วงได้อีกด้ว ช่วงครึ่งแรกของเพลงนี้เป็นการบรรเลงสไตล์แอมเบียนท์ที่มีการวางเลเยอร์เครื่องดนตรีหลากหลายทั้งเสียงกีตาร์โดรน เบสพ่้วงเอฟเฟคต์ ไวโอลิน เชลโล และเทปลูป ซ้อนทับกันอย่างประณีตสร้างบรรยากาศหดหู่สิ้นหวังราวกับต้องการป่าวประกาศความกดดันต่อสังคมที่มีแต่การแข่งขันให้โลกได้รู้ ก่อนจะมาถึงช่วงครึ่งหลังของเพลงที่เป็นโพสต์ร๊อคจังหวะเชื่องช้าโดยมีกีตาร์เล่นคลอไปกับเสียงเครื่องสายด้วยท่วงทำนองหมองเศร้าเคล้ารอยน้ำตาที่จะติดตรึงอยู่ในความทรงจำของผู้ฟังไปอีกนานเท่านาน 

2. Mono - Burial at Sea (from Hymn to the Immortal Wind - 2009)

บทเพลงที่สองจากอัลบั้มมหากาพย์ Hymn to the Immortal Wind อันยิ่งใหญ่ที่แฝงไว้ด้วยอารมณ์เศร้ากรีดร้าวรานหัวใจแทบจะทั้งอัลบั้ม แต่แทร๊คนี้มีความโดดเด่นเป็นพิเศษตรงจังหวะดนตรีที่คลึงเคล้านวดนาดด้วยเสียงทิมปานีทุ้มลึกคลอไปกับกำแพงกีตาร์แน่นหนาอันเกิดจากการขยี้สายอันเป็นเอกลักษณ์ เล่นเมโลดี้ขมขื่นชวนให้จินตนาการถึงหายนะและความสิ้นหวังคลอไปกับเสียงจากออเคสตร้าวงใหญ่ที่คอยเล่นเป็นแบ๊คกราวด์เสริมอารมณ์แบบซาวนด์แทร๊คชั้นดี ไม่เด่นเกินไปจนออกนอกหน้า  ในขณะที่ฟังเพลงนี้ผู้เขียนมักจะเห็นมโนภาพของเหล่าซามูไรควบม้าอย่างสง่างามไปบนเนินเข้า ยาตราทัพเข้าสู่สมรภูมิสงครามที่มีแต่ความตายและกลิ่นคาวเลือดอันชวนโศกศัลย์อยู่เบื้องหน้า ก่อนจะไประเบิดความรุนแรงช่วงท้ายเพลงที่ราวกับเป็นการโหมปะทะกันอย่างหนักหน่วงระหว่างเหล่านักรบผู้หาญกล้าและข้าศึกที่หิวกระหายเลือด ทิ้งท้ายด้วยเสียงฟีดแบ๊คกีตาร์อื้ออึงยาวนานที่สื่อถึงความเจ็บปวดทุกข์ระทมจากสมรภูมิที่ถึงแม้จะมีผู้ชนะ แต่เขาผู้นั้นก็มิอาจลบตราบาปจากการห้ำหั่นสายเลือดมนุษย์ด้วยกันได้ แม้จะเอาความเจ็บช้ำนั้นไปฝังลง ณ ห้วงลึกของทะเลดั่งชื่อเพลงก็ตาม 

3. God is an Astronaut - Forever Lost (from All is Violent, All is Bright - 2003)

งานเพลงระดับเยี่ยมของวงโพสต์ร๊อคระดับตัวเอ้จากประเทศไอร์แลนด์ ประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตวงดนตรีที่เล่นเพลงด้วยความละเมียดสวยงามมากมาย และ God is an Astronaut ก็ยังคงรักษาชื่อเสียงเหล่านั้นไว้ได้อย่างมั่นคง ดังจะเห็นได้จากเพลงที่ผู้เขียนเลือกมานี้ มันเป็นโพสต์ร๊อคจังหวะปานกลางที่มีความหนักแน่นในจังหวะจะโคน โดดเด่นด้วยเสียงกีตาร์ที่ทั้งหวานใสและล่องลอย รองพื้นด้วยซินธีไซเซอร์แน่นหนาให้ความรู้สึกราวกับอยู่ในความฝัน และในความฝันนั้นเราจะพบตัวเองกำลังวิ่งฝ่าสายหมอกไล่ตามแสงสว่างอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งบางทีแข้งขาอาจจะเหนื่อยล้า แต่เราก็ยังมีความหวังและมีความสุขในการวิ่งต่อไปข้างหน้าอยู่ดี 

4. Sigur Rós - Untitled # 8 (From ( ) - 2002)

ในอัลบั้มเพลงชั้นดีหนึ่งอัลบั้ม หากนักดนตรีมีความต้องการที่จะให้ผู้ฟังได้รับความรู้สึกซาบซึ้งประทับใจไม่รู้ลืมในการรับฟังสักครั้ง เพลงปิดอัลบั้มที่ืทรงพลังถือเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่จะดึงอารมณ์ของผู้ฟังให้เกิดความประทับใจค้างไว้เป็นเวลานานเลยทีเดียว ซึ่ง Sigur Ros ได้ทำสำหรับกับแทร๊คไร้ชื่อลำดับที่แปดจากอัลบั้มที่ไม่มีชื่อเช่นเดียวกัน เสน่ห์ของบทเพลงนี้อยู่ที่ความนิ่งเงียบที่ค่อยๆเรียงร้อยต่อยอดความรู้สึกไปเรื่อยๆจนไปถึงจุดไคลแมกซ์อันตื่นเต้นในช่วงท้ายสุด ครึ่งแรกของบทเพลงนี้คือความสงบเงียบจากดนตรีที่เล่นแบบเรียบง่ายเคล้าคลอไปกับเสียงร้องล่องลอยด้วยภาษา Hopelandic อันไร้ซึ่งคำแปลใดๆในการสื่อความหมาย ในช่วงครึ่งหลังของบทเพลงนั้นกลับกลายเป็นช่วงลุ้นระทึกอย่างแท้จริงด้วยจังหวะกลองที่ค่อยๆทุบอย่างเชื่องช้าแต่หนักแน่น เสียงกีตาร์สอดประสานสร้างซาวนด์สเคปอันมืดหม่น เสียงร้องโหยหวนก้องกังวานที่แทรกเข้ามาในช่องว่างของมวลอากาศสร้างบรรยากาศชวนตื่นเต้นและอึดอัดในเวลาเดียวกัน ให้อารมณ์ราวกับซีเควนซ์ของหนังทริลเลอร์ชั้นดี ก่อนจะไปปลดปล่อยทุกอย่างที่จุดไคลแมกซ์ที่เหมือนทุกอย่างมันระเบิดออกมาอย่างรุนแรงไร้ทิศทางแต่งดงามเหนือคำบรรยายใดๆ นับเป็นการปิดอัลบั้มอันยิ่งใหญ่น่าประทับใจที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่เคยมีมาในโลกแห่งเสียงดนตรีเลยทีเดียว

5. Exxasens - Polaris (from Beyond the Universe - 2009)

ไม่บ่อยนักที่เราจะเห็นวงโพสต์ร๊อคทำดนตรีโดยมีธีมอ้างอิงถึงเรื่องราวของจักรวาลอันไกลโพ้นไร้ที่สิ้นสุด แต่นั่นกลับเป็นเรื่องราวที่วงดนตรีเล็กๆจากประเทศสเปนวงนี้ใช้เล่าผ่านเสียงดนตรีมาตลอด ซึ่งจริงๆแล้ว Polaris เป็นแทร๊คที่เคยอยู่ในอัลบั้มแรกของวง แต่พวกเขาเอามันมาขัดเกลาใหม่ให้น่าฟังยิ่งขึ้นในอัลบั้มเต็มชุดที่สอง ซึ่งโครงสร้างโดยรวมของเพลงนี้จะเป็นโพสต์ร๊อคที่ค่อนข้างหนักหน่วงและพุ่งทะยานใกล้เคียงพวกโพสต์เมทัล โดยเฉพาะจังหวะกลองและเบสที่อุดช่องว่างสุญญากาศได้แน่นหนามากๆ โดยมีเสียงกีตาร์ผ่านเอฟเฟคเสียงก้องกังวานตัดกับริฟฟ์กีตาร์หนักหน่วงของบทเพลงได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ ราวกับจะตั้งคำถามถึงความลึกลับของจักรวาลอันดำมืดน่าสะพรึงกลัว แต่ก็ท้่าทายเราให้ขึ้นไปพิสูจน์อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน   

6. The Evpatoria Report - Taijin Kyofusho (from Golevka -2005)

ในตอนแรกที่เห็นชื่อเพลงนี้ ก็พาลนึกไปว่าวงนี้เป็นวงจากแดนปลาดิบเสียอีก (แต่ก็ไม่รู้นะหรอกว่ามันแปลว่าอะไร) ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว The Evpatoria Report เป็นวงหกชิ้นส่งตรงมาจาำกประเทศสวิตเซอร์แลนด์ บทเพลงนี้เป็นเพลงความยาว 11 นาทีที่ทำให้ขนลุกได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ฟัง เริ่มด้วยเสียงกีตาร์เล่นโน้ตน้อยตัวให้บรรยากาศสงบเงียบและหมองเศร้าคลอไปกับเบสเรียบๆเป็นแบ๊คกราว ก่อนที่เสียงไวโอลินกรีดกรายจะแทรกเข้ามาท่ามกลางบรรยากาศด้วยความรู้สึกเศร้าสะเทือน ตามมาด้วยจังหวะกลองเรียบง่ายแต่มันคงพร้อมด้วยกีตาร์ที่เริ่มขยี้สายเพื่อสร้างกำแพงเมโลดี้แบบที่วง Mono ทำจนเป็นเอกลักษณ์ไปแล้ว เสริมด้วยท่วงทำนองจากคีย์บอร์ดที่ถึงจะบางเบาแต่ก็เติมอารมณ์หมองหม่นได้ดี ซึ่งเมื่อทุกอย่างมาสอดประสานกันอย่างลงตัวได้ที่ดีแล้ว มันก็กลายเป็นบทเพลงโพสต์ร๊อคที่มีรายละเอียดแน่นหนาทีเดียว และแน่นอนว่าในช่วงท้่ายเพลงจะต้องมีการเร่งเร้าอารมณ์ด้วยกีตาร์เสียงแตกดังสนั่นลั่นทุ่งทับเสียงกีตาร์อีกตัวที่เล่นกำแพงเมโลดี้ไว้แล้วพร้อมกับกลองที่หวดแบบสุดแรงเกิดทำให้อารมณ์ของผู้ฟังนั้นพุ่งทะยานไปจนถึงจุดสูงสุดดังคำกล่าวจากท่านผู้หนึ่งว่า "Absolute Eargasm" นั่นเอง 

7. pg.Lost - Gomez (from In Never Out - 2009)

ปกติแล้วเราจะเห็นได้ยินโพสต์ร๊อคความยาวเหยียดที่มีการบิลด์อารมณ์ขึ้นไปเรื่อยๆจนถึงจุดไคลแม๊กซ์ในช่วงท้ายของเพลง แต่สำหรับวงจากสวีเดนอย่าง pg.Lost ในเพลงนี้พวกเขากลับทำตรงกันข้ามกันหมดเลย เริ่มจากช่วงแรกของเพลงที่เป็นอินโทรอ้อยอิ่งด้วยกีตาร์ใสๆความยาวไม่เท่าไร ก่อนจะระเบิดอารมณ์ทันทีด้วยจังหวะหลองเรียบง่ายแต่ฟาดอย่างรุนแรง พร้อมกับการขยี้สายกีตารด้วยความถี่ต่ำกว่าวงอย่าง Mono เล็กน้อย ทำให้เมโลดี้หมองเศร้านั้นถูกส่งผ่านออกมาได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น อารมณ์ในช่วงนี้ของเพลงไม่ต่างไปจากการร้องไห้ฟูมฟายระบายความรู้สึกที่กดดันมาตลอดทั้งชีวิตออกมาในเวลาเดียวกัน ก่อนที่เสียงเปียโนอันอ่อนใหวจะแทรกผ่านเข้ามาในห้วงแห่งความเศร้าหมองเหมือนกับพยายามจะปลอบโยนว่าทุกความทุกข์โศกย่อมมีจุดสิ้นสุด และจากนั้นดนตรีก็ผ่อนจังหวะลงด้วยความหนักหน่วงเท่าเดิมแต่จะช้าลงไปเรื่อยๆเหมือนเสียงสะอื้นไห้ยามที่น้ำตาใกล้จะเหือดแห้ง จังหวะดนตรีค่อยๆช้าลง ช้าลง....ช้าลงทุกที และหลังจากนั้นก็คือ....ความเงียบงัน

8. Thom Aj. Madson - Alone on the Hill (from II - 2009)

มาที่งานดีๆฝีมือไทยทำกันบ้าง กับผลงานเดี่ยวของ Thom Aj. Madson หรือต้อม มือกีตาร์ฝีมือดีจากวงอัศจรรย์จักรวาลนั่นเอง โดยในระหว่างที่อยู่ในช่วงพักวง เขาก็ใช้เวลาช่วงนั้นในการทำงานเดี่ยวโดยเป็นงานตามรสนิยมตัวเองที่มีทั้งแอมเบียนท์ โพสต์ร๊อค และดนตรีทดลองแปลกๆรวมอยู่ในผลงานชุดเดียวกันได้อย่างกลมกลืน หันมามองในมุมของโพสต์ร๊อค อัลบั้มที่สองของเค้าก็มีเพลงดีๆให้เราได้จดจำไม่น้อยทีเดียว แต่ที่ผู้เขียนได้ฟังแล้วตราตรึงใจมากที่สุดก็เห็นจะเป็น Alone on the Hill โพสต์ร๊อคระดับเกรดเอที่ถึงแม้ในช่วงครึ่งแรกของเพลงจะดำเนินอย่างล่องลอยอ้อยอิ่งไม่ต่างไปจากบทเพลงแนวๆนี้อีกหลายร้อยพัน แต่สิ่งที่ทำให้เพลงนี้โดดเด่นเหนือใครก็คือช่วงหลังของเพลงที่เล่นเป็นร๊อคจังหวะรวดเร็วเกินกว่ามาตรฐานของเพลงแนวนี้ บวกกับเสียงคีย์บอร์ดแข็งกร้าวที่เล่นโน้ตบนไปมาบนเพาเวอร์คอร์ดหนักแน่นทำให้เพลงฟังดูทรงพลังราวกับลมหนาวที่ซัดกระหน่ำบนเทือกเขาอันเวิ้งว้างเลยทีเดียว ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยเปียโนเหงาเศร้าที่เหมือนจะบอกว่าหากต้องอยู่อย่างอ้างว้างในความนิ่งงันต่อไปแบบนี้ มีสายลมแรงๆคอยกระหน่ำเป็นเพื่อนกายยังดีเสียกว่า

9. Silent Scenery - Lake of Weeden Deer (from When We Escape from the Moonlight - 2009)

ผลงานโพสต์ร๊อคจากประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงของเราอย่างมาเลเซียนี่เอง แสดงให้เห็นว่้าเสน่ห์ของดนตรีแขนงนี้สามารถสร้างความหลงใหลให้กับผู้คนจากหลากถิ่นหลายฐานจริงๆ สำหรับเพลงนี้เป็นบทเพลงที่สดใสเรียบง่ายปราศจากดิสตอร์ชั่น นัยว่าคงได้อิทธิพลมาจากวงอย่าง Explosions in the Sky มาไม่น้อยเลย แต่ความโดดเด่นไม่มีใครเหมือนของเพลงนี้อยู่ที่ริฟฟ์กีตาร์ที่แต่งมาได้อารมณ์แบบเพลงพื้นเมืองมากๆ ให้ความรู้สึกถึงป่าฝน ทะเล แสงแดด และกลิ่นอายของลมเหนียวเหนาะหนะแบบเขตร้อนชื้นของเอเชียได้เลยทีเดียว นับเป็นตัวอย่างที่ดีของการทำดนตรีสมัยใหม่ให้เข้ากับรากเหง้าถื่นฐานบ้านเกิดของตนได้อย่างแนบเนียนไร้ที่ติจริงๆ

10. Robin Guthrie - Some Sort of Paradise (from Carousel - 2009)

เชื่อแน่ว่าหากนักฟังท่านใดที่ชื่นชอบหลงใหลในเสียงดนตรีแบบดรีมป๊อปที่นิยมกันในช่วงต้นยุค 90's ก็คงจะรู้จักคุ้นเคยกับวงดนตรีระดับหัวแถวของวงการอย่าง Cocteau Twins กันเป็นอย่างดี ซึ่งหลังจากที่แยกย้ายวงกันไปแล้ว มือกีตาร์และคนทำดนตรีหลักของวงอย่าง Robin Guthrie ก็หันไปทำดนตรีบรรเลงล่องลอยชวนฝันที่ฟังดูล้ำลึกกว่าวงเดิมของเขาเสียอีก ซึ่ง Some Sort of Paradise จากอัลบั้มล่าสุดของเขาก็เป็นตัวอย่างที่ดีของเพลงบรรเลงที่ลึก เยือกเย็น เปี่ยมไปด้วยซาวนด์สเคปนุ่มนวลละมุนหู แต่โทนโดยรวมยังค่อนข้างสว่างและเปี่ยมไปด้วยความสุขสงบใจ ให้ความรู้สึกไม่ต่างไปจากการเฝ้ามองการว่ายวนอย่างเชื่องช้าของเจ้าแมงกระพรุนตัวน้้อยภายใต้พื้นน้ำอันนิ่งงันตามภาพปกอัลบั้มเลยล่ะ  

11. Atmosfear - Nagai II (from Atmosfear - 2007)

แน่นอนว่าทุกอย่างมีขาวก็ต้องมีดำ มีมืดก็ต้องมีสว่าง มีด้านหยินและด้านหยาง เฉกเช่นเดียวกับดนตรีโพสต์ร๊แคที่ไม่ได้มีแต่ความสวยงาม ล่องลอย เปี่ยมอารมณ์ความรู้สึกเพียงอย่างเดียว แต่ในอีกด้านยังมีศิลปินโพสต์ร๊อคที่ทำดนตรีซีเีรียส มืดหม่นอนธกาล บีบเค้นอารมณ์อย่างถึงที่สุด อย่างเช่นบทเพลงของวงโพสต์ร๊อค/เอกซ์เพริเมนทัลจากแดนปลาดิบเพลงนี้ที่ขับเคลื่อนด้วยจังหวะกลองที่เล่นน้อยแต่สม่ำเสมอได้ฟีลแบบดนตรีทริปฮอป เสียงเบสเข้มข้น เสียงซินธิไซเซอร์เล่นอุดช่องว่างตลอดเพลงสร้างบรรยากาศมืดดำอันเป็นนิรันดร์ สอดแทรกด้วยกีตาร์ที่เล่นตอดนิดตอดหน่อยพอให้เคร่งเครียดตามปรัชญามินิมอล และจะเป็นเช่นนี้ไปตลอดความยาวของเพลง ราวกับเป็นซาวนด์แทร๊คประกอบภาพมุมอับของเมืองหรือตรอกซอกซอยยามค่ำคืนอันลึกลับไม่น่าไว้วางใจภายใต้แสงไฟภายนอกที่จะไม่มีวันดับลงจนกว่าแสงอาทิตย์แห่งวันใหม่จะโผล่พ้นขอบฟ้าขึ้นมา 

12. Kronos Quartet & Mogwai - Death is the Road to Awe (from OST. The Fountain - 2006)

เพียงคำนิยมที่ว่า "Genius and Brilliance Combined Makes Perfection" คงจะอธิบายความสุดยอดของซาวนด์แทร๊คชิ้นนี้ได้มากเกินพอแล้ว เมื่อนักประพันธ์ฝีมือดีอย่าง Clint Mansell ได้เลือกทีมนักดนตรีระดับเต้ยอย่าง Kronos Quartet วงเครื่องสายเก่าแก่ที่ผ่านงานมานักต่อนัก กับ Mogwai วงโพสต์ร๊อคระดับหัวแถวมาทำงานร่วมกันได้อย่างเหนือชั้น ทั้งสองกลุ่มนักดนตรีบรรเลงบทเพลงที่เต็มไปด้วยความชอกช้ำเข้ากับตัวหนังที่ทั้งเศร้าและศิลป์ในเวลาเดียวกันได้อย่างทรงพลังเหนือคำบรรยาย โดยเฉพาะแทร๊คในช่วงไคลแมีกซ์ของหนังที่เป็นตัวอย่างอันเลอเลิศของการสอดประสานกันอย่างลงตัวที่สุดของความเศร้าร้าวรานกรีดหัวใจจากเครื่องสายและฝีมือการเร่งเร้าอารมณ์จากวงโพสต์ร๊อค ซึ่งแม้จะไม่เคยดูหนังเรื่องนี้มาก่อน ก็สามารถขนลุกไปกับความทรงพลังของบทเพลงนี้ได้ไม่ยากเลย

13. Explosions in the Sky - The Only Moment We were Alone (from The Earth is not a Cold Dead Place - 2003)

 เชื่อว่าเกือบ 100% ของคนที่ฟังโพสต์ร๊อคจะต้องเคยสดับงานของวงนี้มาบ้างไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน ด้วยความที่เป็นวงระดับเพชรน้ำเอกของวงการที่เป็นเสมือนผู้นำในการเล่นดนตรีโพสต์ร๊อคในสไตล์ที่สดใส เรียบง่าย เน้นที่ความไพเราะและโรแมนติกของบทเพลงเป็นหลัก ซึ่ง The Only Moment We Were Alone ก็เป็นตัวอย่างที่ดีของบทเพลงโพสต์ร๊อคที่เรียบง่ายและลึกซึ้งในแง่ของอารมณ์ เพียงแค่ใช้กีตาร์ เบส และกลองเท่านั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือเมโลดี้ใสๆจากกีตาร์คู่ที่สอดประสานกันอย่างงดงามเหมือนไม่มีวันจบสิ้น แต่ถึงแม้ว่าจะไพเราะงดงามแค่ใหนก็มิอาจซ่อนความรู้สึกถวิลหาที่ฝังลึกอยู่ในท่วงทำนองได้อยู่ดี เหมือนกัีบช่วงเวลาที่เราได้อยู่กับคนที่เรารักเพียงลำพังด้วยความรู้สึกราวกับอยู่ด้วยกันเพียงลำพังในจักรวาลอันกว้างใหญ่และเราอยากจะรั้งช่วงเวลาแห่งความสุขนั้นไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ แม้มันอาจจะเป็นไปไม่ได้เลยก็ตาม

14. Steven Wilson - Collecting Space (from Insurgentes - 2008)

คงไม่เกินไปนักหากจะบอกว่าทุกๆสิ่งที่ชายชื่อ Steven Wilson ไปจับต้องนั้นล้วนแต่กลายเป็นทองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการทำดนตรีแนวใหนหรือโชว์ฝีมือโปรดิวซ์ให้กับศิลปินผู้ใดก็ตาม และเมื่อใดที่พี่ตีฟคนนี้อยากจะลองทำเพลงโพสต์ร๊อค มันก็ต้องออกมาไม่ธรรมดาด้วยเช่นกัน สำหรับ Collecting Space เป็นเพลงโพสต์ร๊อคที่มีจังหวะจะโคนมั่นคงแบบเพลงของ God isan Astronaut แต่กลับฟังดูแปลกต่างออกไปเมื่อพี่ตีฟจัดการชวน Michiyo Yagi มาเล่นโคโตะเป็นเมโลดี้หลักของเพลงนี้ได้อย่างเหนือชั้นและฟังดูรื่นหูเป็นอย่างยิ่ง แต่เมื่อเข้าท่อนโซโล่พี่ตีฟกับเล่นกีตาร์เป็นสำเนียงเอเชียตัดกับเสียงโคโตะที่เล่นเป็นเมโลดี้สากลซะอย่างนั้น ก่อนที่ทั้งสองเสีัยงจะเข้ามาสอดประสานกันอย่างกลมกลืนไปจนจบเพลงในที่สุด

15. Labradford - WR (from Mi Media Naranja - 1997)

หากจะมองไปในจำนวนผู้บุกเบิกดนตรีแนวโพสต์ร๊อคด้วยกันแล้ว Labradford คงจะเป็นวงที่ทำงานออกมามีกลิ่นอายของแอมเบียนท์มากที่สุด ด้วยท่วงทำนองอันเบาบางและซาวนด์สเคปนิ่งสงบในแบบโดรน รวมไปถึงเสียงกีตาร์/คีย์บอร์ดเล่นย้ำตัวโน้ตสวยงามจำนวนน้อยตัวสื่ออิทธิพลของมินิมอลอย่างชัดเจน ซึ่ง WR คือบทเพลงที่ไพเราะสวยงามที่สุดจากอัลบั้มที่ได้ชื่อว่าดีที่สุดของวง นอกจากส่วนผสมต่างๆที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังมีซาวนด์สังเคราะห์กระจุ๋มกระจิ๋มสไตล์กลิทช์เข้ามาช่วยเพิ่มความสงบสวยงามให้กับบทเพลงอีกด้วย งานแบบนี้ถือเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของทางวงมาตลอดจนกระทั่งแตกวงกันไป แต่กระนั้นสมาชิกหลักของวงอย่าง Mark Nelson ก็ยังคงสานต่ออุดมการณ์ทางดนตรีสไตล์เฉพาะตัวแบบนี้ต่อไปกับ Pan American ที่แม้จะออกแนวอีเลกทรอนิกส์มากกว่า แต่ก็ยังมีกลิ่นอายเดิมๆของ Labradford ให้ได้สัมผัสกันอยู่ดี

 

edit @ 11 Mar 2010 21:10:07 by Liliumination

edit @ 11 Mar 2010 21:22:15 by Liliumination